หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - เผยแพร่ผลงาน และเพิ่ม script สำหรับ IE 10 – 11 ค่ะ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ไร้สังกัด => ข้อความที่เริ่มโดย: aek001939 ที่ 24 ก.พ. 21, 13:37 น

เผยแพร่ผลงาน


กระทู้: เผยแพร่ผลงาน
เริ่มกระทู้โดย: aek001939 ที่ 24 ก.พ. 21, 13:37 น
บทคัดย่อ

   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม   เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชัน  นิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5   
   ผลการวิจัยพบว่า
    1) ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  โรงเรียนประทาย  มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการคิด  ทักษะการใช้เทคโนโลยี  ทักษะการใช้ชีวิต  เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน และส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยี  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551  และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนประทาย
   2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีองค์ประกอบ 8 องค์ประกอบ ได้แก่  1) หลักการ  2) วัตถุประสงค์  3) กระบวนการจัดการเรียนรู้  4) สาระความรู้   5) ระบบสังคม  6) หลักการตอบสนอง  7) สิ่งสนับสนุนการจัดการเรียนรู้  8) สิ่งส่งเสริมการเรียนรู้  โดยมีขั้นตอนการเรียนรู้ 8 ขั้นตอน  ได้แก่  1) ขั้นสร้างความสนใจ (Generate Interest)  2) ขั้นค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล  (Seeking and Gathering Information)  3) ขั้นวางแผนและออกแบบการเรียนรู้  (Plan and Design Learning)   4) ขั้นปฏิบัติการเรียนรู้ (Practice Learning)  5) ขั้นจัดองค์ความรู้ (Knowledge Summary) 6) ขั้นนำเสนอผลงาน (Presentation) 7) ขั้นวิเคราะห์และประเมินผล  (Analyze and Evaluate)  8) ขั้นเผยแพร่ผลงาน  (Publish Results)  เมื่อนำไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพ(E1/E2)  ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  82.63/81.32  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  80/80  ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1
   3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงานแอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 5 ผลปรากฏว่า  นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2.1  และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2.2
   4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคชันนิซึม  เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ชิ้นงาน         แอนิเมชั่น  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


กระทู้: เผยแพร่ผลงาน
เริ่มกระทู้โดย: janekanhamp ที่ 26 ก.พ. 21, 22:02 น
ชื่อเรื่อง  การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา
ผู้วิจัย     สุชาดา  ศรีศักดิ์
ปีที่วิจัย   2562   
บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา 2) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา 3) เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธิตองค์การบริหารส่วนจังหวัด1(บ้านท่าเรือมิตรภาพที่ 30) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4)แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าทีแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา
   ผลการวิจัยพบว่า                   
   1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนประถมศึกษา มีองค์ประกอบคือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้และเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ “SRISAK-D Model” 7 ขั้นตอน 1)ขั้นสำรวจค้นหา(Survey : S) 2) ขั้นทบทวนความรู้เดิม(Review : R) 3)ขั้นแจ้งวัตถุประสงค์การเรียน(Practice : P) 4)ขั้นรวบรวม ค้นคว้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้(Guided  Practice) 5)ขั้นซักถาม วิเคราะห์หาแนวทาง (Group  Practice) 6)ขั้นสรุปความรู้(Independent  Practice) และ7)ขั้นตัดสินใจ(Evaluation : E) โดยที่รูปแบบการจัดการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.96/82.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 
   2. ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง งานเกษตร ของผู้เรียนหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ย ( = 26.50, S.D = 1.08) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 2) ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย ( = 16.97,S.D = 1.13) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01  3) ผู้เรียนมีความความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย( = 4.67, S.D.=0.61) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด