หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ผลสำรวจจาก FICO เผย 91% ของธนาคารไทยเชื่อ AI จะช่วยหยุดการฟอกเงินได้มากขึ้น  (อ่าน 17 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 25 ส.ค. 20, 14:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

- ธนาคารร้อยละ 82 กำลังประสบกับความยากลำบากอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงระบบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) แบบ Rules-based ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน


ข้อมูลสำคัญ:

- ร้อยละ 91 ของธนาคารไทยเชื่อว่า AI จะหยุดการฟอกเงินได้มากขึ้น
- ร้อยละ 95 ของธนาคารไทยยังคงเชื่อมั่นในการใช้ระบบ Rules-based แบบเก่าเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย AML ขณะที่ธนาคารร้อยละ 82 ระบุว่าประสบกับความยากลำบากอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงระบบเหล่านี้ธนาคาร
- ร้อยละ 100 ในประเทศไทย ระบุว่า จะลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางเงินในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า และร้อยละ 41 มีแผนจะเพิ่มการลงทุนด้านนี้อย่างมีนัยสำคัญในปี 2564


ข้อมูลเพิ่มเติม: คลิกลิงก์เพื่ออ่านรายงานบนเว็บไซต์ FICO.COM

ผลการสำรวจล่าสุดโดย FICO บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลระดับโลก พบว่า แม้ธนาคารไทยร้อยละ 91 เชื่อว่า AI จะช่วยสนับสนุนการดำเนินการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ธนาคารหลายแห่งยังคงไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง


ในทางกลับกัน เมื่อถามถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Rules-based แบบเก่าที่ใช้กันมานาน ธนาคารไทยร้อยละ 95 ระบุว่ายังคงเชื่อมั่นในความสามารถของระบบ AML เหล่านี้ แม้ธนาคารร้อยละ 82 ระบุว่าประสบกับความยากลำบากอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าว


"ระบบ Rules-based ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ธนาคารในเอเชียแปซิฟิกใช้เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงิน" Timothy Choon ผู้อำนวยการฝ่ายอาชญากรรมทางการเงินประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ FICO กล่าว "อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเริ่มมีธนาคารบางแห่งเปิดรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI แล้ว และตระหนักได้ว่าระบบแบบ Rules-based ที่ใช้มานานนับทศวรรษนั้น ไม่สามารถตามทันกลโกงรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนได้


"สูตรลับความสำเร็จก็คือการใช้เทคโนโลยี AI โดยให้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ทำงานควบคู่กับระบบแบบ Rules-based แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 20 เลือกข้อนี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการบรรเทาความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางการเงิน"


ผลสำรวจระดับภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ความท้าทายที่สำคัญสำหรับการใช้โซลูชัน AML แบบเดิมนั้น ได้แก่ ความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงประเภทใหม่ ๆ ในช่องทางและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ, ความสามารถในการจัดหาโซลูชั่นการปฏิบัติตามกฎแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ และความสะดวกรวดเร็วในเปลี่ยนแปลงตามกฎระเบียบใหม่ ๆ


ผลสำรวจยังเผยด้วยว่า ธนาคารข้ามชาติขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีแนวโน้มมากกว่าที่จะใช้โซลูชั่น AML ของบริษัทชั้นนำของโลกเวนเดอร์ ขณะที่ธนาคารในประเทศเลือกที่จะใช้ระบบภายใน (in-house) กันมากกว่า


ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนแผนงานด้านอาชญากรรมทางการเงิน

หนึ่งในดัชนีชี้นำที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์การจัดการอาชญากรรมทางการเงิน คือ ประสบการณ์ของลูกค้า ผู้ตอบแบบสำรวจกว่าสองในห้าจัดอันดับให้เรื่องนี้เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ โดยร้อยละ 17 ของธนาคารในเอเชียแปซิฟิก ยกให้เรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังแนวทางการดำเนินกลยุทธ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


"เรามองเห็นว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบและการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ยังคงเป็นสิ่งที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ต้องทำควบคู่กันไป" Choon กล่าว "ธนาคารจำเป็นต้องมีข้อมูลมากขึ้นเพื่อจัดการกับการเตือนภัยจำนวนมากที่มาจากระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่รบกวนลูกค้าด้วยการถามคำถามเพื่อสอบทานธุรกิจอย่างไม่หยุดหย่อน"


ปัจจัยพิจารณาเพิ่มเติมที่อยู่ในอันดับสองและสามจากการจัดอันดับของธนาคาร ได้แก่ ความเสียหายต่อชื่อเสียง และความสูญเสียทางการเงินโดยตรง โดยเมื่อกล่าวถึงความท้าทายด้านอาชญากรรมทางการเงินนั้น ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบครึ่งระบุถึงความรวดเร็วในการจัดการกับภัยคุกคามใหม่ ๆ ขณะที่หนึ่งในสามเชื่อว่า การตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างถูกต้องแม่นยำยังคงเป็นบททดสอบที่สำคัญ


โซลูชั่นการปฏิบัติตามกฎแบบครบวงจรของ FICO (FICO's comprehensive compliance solution) เกิดจากการรวมเทคนิคขั้นสูงด้านการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ด้วยการปรับปรุงความแม่นยำในการตรวจสอบให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านโมเดลการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงที่จดสิทธิบัตรแล้ว อาทิ Soft Clustering Misalignment และ Threat Score ซึ่งช่วยให้สถาบันการเงินต่าง ๆ สามารถใช้ AI ภายในแผนกลยุทธ์การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีอยู่แล้วได้


การลงทุนในเทคโนโลยีการปฏิบัติตามกฎ

ธนาคารส่วนใหญ่ (93%) ทั่วเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายงบประมาณด้านเทคโนโลยีไปกับการอัปเกรดหรือไม่ก็ปรับปรุงระบบการปฏิบัติตามกฎที่ใช้อยู่เดิม อย่างไรก็ดี ในสิงคโปร์ และ ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของภูมิภาค พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียงสองในสามที่ระบุว่า ธนาคารของพวกเขาอาจจะเริ่มการลงทุนใหม่ในเทคโนโลยีการปฏิบัติตามกฎ เมื่อพิจารณาจากการใช้จ่ายในด้านนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา


สำหรับในประเทศไทย ร้อยละ 100 ของธนาคารระบุว่าจะลงทุนในเทคโนโลยีการปฏิบัติตามกฎต่อไปในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า และร้อยละ 41 มีแผนจะเพิ่มการลงทุนด้านนี้อย่างมีนัยสำคัญในปี 2564


ทั้งนี้ คาดว่าระดับการลงทุนโดยรวมในด้านเทคโนโลยีปฏิบัติตามกฎของธนาคารในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นในปี 2564 โดยผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 49 ระบุว่าจะเพิ่มงบประมาณ ขณะที่อีกร้อยละ 34 คาดว่าจะเพิ่มงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าสนใจคือ ธนาคารต่างชาติมีแนวโน้มมากกว่าที่จะเริ่มการลงทุนใหม่ เมื่อเทียบกับธนาคารในประเทศ โดยอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ไทย และฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่คาดว่าจะมีการลงทุนมากที่สุดในปี 2564

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม