หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สิ้นสุดสัมปทานคลื่น 1800 ป้องกันซิมดับ "ใครได้-ใครเสีย" (3)  (อ่าน 47 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 ก.ย. 13, 21:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

2 ตอนที่แล้วเรากล่าวถึงเหตุและผลการออกมาตรการป้องกันซิมดับ ซึ่งกสทช. มีอำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แลพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่ต้องกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ กำกับดูแลการใช้เลขหมายอันเป็นทรัพยากรโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งการเทียบเคียงปัญหาการเปิดประมูลคลื่น 2100 MHz กับคลื่น 1800 MHz ว่ามีความแตกต่างกันขนาดไหน จนต้องออกมาตรการป้องกันซิมดับไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ใช้บริการเดือดร้อน

มีอีกข้อสงสัยหนึ่งที่กสทช.มักถูกตั้งคำถามอยู่เนืองๆ คือมาตรการป้องกันซิมดับ ที่ยืดเวลาไปอีก 1 ปี ทำให้ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมีส่วนได้เสีย เสมือนการต่อสัญญาสัมปทาน ทำให้รัฐและรัฐวิสาหกิจอาทิ CATเสียประโยชน์ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วการออกประกาศ ไม่ได้เป็นการทำให้ผู้ประกอบการได้เปรียบหรือเสียเปรียบกว่ากัน เพราะในการเยียวยาผู้ใช้บริการหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ก่อให้เกิด "หน้าที่" ที่ต้องเร่งการโอนย้ายผู้ใช้บริการที่คงเหลือในระบบให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามประกาศฯ นั่งคือต้องเสร็จสิ้นใน 1 ปี และห้ามรับผู้ใช้บริการรายใหม่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาคุณภาพการให้บริการ (Quality of Service) ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเหมือนเดิมทุกประการ โดยแม้จะมีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น(กรณีลูกค้าโอนย้ายออกไปเรื่อยๆ) แต่ก็ต้องรักษามาตรฐานคุณภาพการให้บริการนี้ไว้ ซึ่งหมายถึงไม่เกิดรายได้แต่กลับมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย จึงถือว่าไม่ได้เปรียบผู้ให้บริการรายอื่นๆในตลาดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การออกประกาศไม่ได้เป็นการยกคลื่นให้เอกชนใช้ฟรี โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ เพราะ กสทช. ไม่ได้ "ให้คลื่น" แก่ผู้ใดใช้แต่อย่างใด แต่เป็นการ "บังคับ"ให้ทำหน้าที่และรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการที่คงค้างในระบบโดยต้องห้ามหยุดให้บริการโดยพลการตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544

อีกทั้งการให้บริการในช่วงระยะเวลาเยียวยานั้นต้องไม่ใช่เป็นการประกอบกิจการมุ่งแสวงหากำไรเช่นเดียวกับผู้ได้รับใบอนุญาตตามปกติ โดยรายได้ที่ผู้ให้บริการได้รับจากการให้บริการในช่วงมาตรการเยียวยาเมื่อหักต้นทุนค่าเช่าโครงข่าย หักค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคม ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการให้บริการแล้ว ส่วนที่เหลือให้นำส่ง กสทช. เพื่อตรวจสอบก่อนนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

ขณะที่ภาครัฐ และ CAT ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ นอกจากไม่ได้รับผลกระทบใดๆแล้ว ในทางกลับกัน ทำให้ CAT เกิดรายได้มากกว่า เพราะแต่เดิมรายได้จากสัมปทานตอนยังไม่สิ้นสุดต้องส่งให้รัฐ เมื่อสัมปทานสิ้นสุดรัฐจะขาดรายได้ทั้งหมดทันที แต่การออกประกาศฯ จะทำให้ CAT มีรายได้จากค่าเช่าโครงข่ายซึ่งเดิมไม่มี เนื่องจากจ่ายค่าสัมปทานแทนค่าเช่าโครงข่ายรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่รัฐจะได้รับ นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้จากการเก็บภาษีเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย

ติดตามอ่านต่อได้ที่ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378377749&grpid=&catid=05&subcatid=0504

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม