หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: พระอาจารย์อรหันต์จี้กง โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร  (อ่าน 820 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

พระสมณะเต้าจี้ หรือที่ชนทั่วไปเรียกขานว่า “ จี้กง-พระพุทธที่ยังอยู่ ” เป็นชาวเมืองเทียนไถ มณฑลเจ๋อเจียง ถือกำเนิดในสมัย (ประมาณปี พ.ศ. ๑๖๙๒) แซ่หลี่ นามซิวเหยียน ออกบวช ณ อารามหลิงหยิ่งซื่อ มีสมณฉายาว่า เต้าจี้ ท่านมีอุบายวิธีในการสอนธรรมโปรดสัตว์ โดยแสร้งทำตัวแผกเพี้ยน เหตุนี้จึงได้รับขนานนามว่า พระเพี้ยนเต้าจี้ ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ ณ อารามจิ้งฉือซื่อ ได้เกิดอัคคีภัยวัดถูกไฟเผาไหม้ ท่านจี้กงจึงออกเรี่ยไรหาไม้มาปฏิสังขรณ์ เดินทางถึงเมืองเหยียนหลิงได้แสดงปาฏิหาริย์เสกจีวรห่มคลุมภูเขา ได้ไม้เป็นจำนวนมาก จึงนำซุงล่องแม่น้ำสู่
พระอาจารย์อรหันต์จี้กง โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



เมืองหางโจว เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชนยังบังเกิดปาฏิหาริย์ให้ไม้ผุดขึ้นจากบ่อน้ำในอาราม เป็นความอัศจรรย์เล่าขาน เป็นตำนานสืบต่อกันมา ท่านจี้กงมรณภาพในปีรัชกาลเจียติ้ง (ประมาณปี พ.ศ.๑๗๕๒) โดยนั่งเข้าฌานสมาบัติละขันธ์ หลังจากถวายเพลิงศพแล้ว บรรจุอัฐิไว้ ณ เจดีย์หูเผ่าเฉวียน

หลายคนถ้าพูดถึงคำว่า 'พระบ้า' แล้ว ก็ไม่พ้นที่จะนึกถึงพระรูปหนึ่ง .....นามว่า จี้กง ละครจีนชุดเรื่องจี้กง เคยถูกนำมาฉายและได้รับความนิยมอย่างสูง ภาพพระจี้กง คือ พระที่สวมรองเท้าสานขาดๆ ถือพัดใบลานที่เป็นรู ใส่เสื้อผ้ารุ่งริ่ง มีหมวกโทรมใบเล็ก และที่สำคัญ ขี้ไคลของท่านรักษาได้สารพัดโรค .... แต่นั่นก็เป็นเพียงภาพที่ละครโทรทัศน์ผลิตออกมาเพื่อความบันเทิงเป็นหลักเท่านั้นสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน จี้กง ถูกจัดเป็น อรหันต์ แต่เป็นพระอรหันต์ที่แปลกประหลาดเสียจนผู้คนงุนงง จนผู้คนให้ฉายานามว่า พระบ้า หรือ พระเพี้ยน สาเหตุก็ คือ จี้กงเป็นพระที่รับประทานเนื้อสัตว์ ดื่มสุราอยู่เป็นนิจ นอกจากนี้ยังลักษณะท่าทางยังปราศซึ่งความสำรวมผิดแผกกับพระสงฆ์ทั่วไปโดยสิ้นเชิงอย่างไรก็ตาม 'เปลือกนอก' กับ 'เนื้อใน' หรือ 'สิ่งที่เห็น' กับ 'สิ่งที่เป็น' นั้นบางครั้งก็มิใช่เรื่องเดียวกันเสียหมด อรหันต์จี้กง ก็ถือเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จี้กง หรือ จี้เตียน มีตัวตนอยู่จริงในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ปกครองประเทศจีน โดยใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1148-1209 เดิมแซ่หลี่ นามซินห นอกจากนี้ยังมีนามอื่นๆ อีก เช่น หูหยิ่น และ ฟังหยวนโส่ว เกิดที่ หมู่บ้านหย่งหนิง ตำบลเทียนไถ มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูลของผู้มีอันจะกิน อย่างไรก็ตามหลังจาก บิดา-มารดา เสียชีวิต จี้กงก็ตัดสินใจละทางโลก สละเพศฆราวาส ออกบวชที่วัดหลิงอิ่น แห่งเมืองหางโจว โดยได้ฉายานามว่า เต้าจี้ ทั้งนี้เต้าจี้ได้รับการอุปสมบทโดยมีพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้นคือพระอาจารย์ฮุ้ยหย่วนหลังจากจี้กงออกบวช และ ต่อมาก็ออกลาย กลายมามีพฤติกรรมพิเรนทร์ผิดกับพระทั่วไป จนเป็นที่ติฉินนินทาของพระสงฆ์รูปอื่นๆ แต่ด้าน พระอาจารย์ กลับทราบดีว่า แม้ภายนอกจี้กงจะมีกิริยาไม่สำรวมผิดกับพระทั่วไป ทั้งผิดศีล เล่นซุกซนกับเด็กๆ ประพฤติ-พูดจาไม่สำรวมดื่มสุราบริโภคเนื้อสัตว์แต่ลึกลงไปภายในจี้กงกลับเป็นบุคคลที่ตื่นแล้ว!นอกจากนี้ด้วยการกระทำหลายๆ ประการของ จี้กง แม้จะเป็นการกระทำที่ดูเหมือนจะผิดศีลธรรม ผิดประเพณีดั้งเดิม แต่เมื่อพิจารณาจาก เนื้อแท้ จุดมุ่งหมายและผลลัพธ์ แล้ว การกระทำเหล่านั้นของจี้กงกลับเป็นสิ่งที่ถูกต้องและก่อคุณประโยชน์สรุปความสั้นๆ ตามความเชื่อของพุทธมหายานก็คือ จี้กงเป็นอรหันต์ที่จุติมาเกิดอีกครั้งเพื่อสั่งสอนมนุษย์โลก สำหรับ วัดหลิงอิ่น อันเป็นสถานที่แรกซึ่ง จี้กง ก้าวเข้าสู่ เส้นทางแห่งร่มผ้ากาสาวพัสตร์ นับเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี และถึงปัจจุบันก็ยังเป็นสถานที่ซึ่งผู้ซึ่งมาถึง หางโจว ต้องไปเยือนด้วยประการทั้งปวง วัดหลิงอิ่น แปลความหมายเป็นไทยได้ว่า "วัดซ่อนใจ" มีประวัติย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ.326 เมื่อพระอินเดียรูปหนึ่ง ธุดงค์มาถึงทิวเขาด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบซีหู และพบหุบเขาที่สามด้านล้อมรอบด้วยป่างาม เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา ท่านจึงสร้าง วัดซ่อนใจ แห่งนี้ขึ้น** ขณะที่พระอินเดียรูปดังกล่าวเดินสำรวจพื้นที่ก็พบเข้ากับภูเขาหินขนาดมหึมา ที่ดูแล้ว ลักษณะโดดออกจากภูมิประเทศโดยรอบ ท่านจึงพรรณาขึ้นว่า "มิทราบว่าเขายอดนี้บินมาจากหนใด" และนี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อ ยอดเขาบินณวัดหลิงอิ่น ทั้งนี้ ในเวลาต่อมาด้วยความศรัทธาต่อ พระจี้กง ชาวบ้านหางโจวจึงโยงใยที่มาของยอดเขาบินที่วัดหลิงอิ่นเข้าเกี่ยวพันเป็น หนึ่งในตำนานอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของ พระจี้กง แต่งเป็นนิทานขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง โดยนิทานพื้นเมืองของชาวหางโจวเรื่องนั้นระบุเอาไว้ว่าเดิมยอดเขาประหลาดดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณดินแดนแถบตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑล เสฉวน .... เช้าวันหนึ่งเมื่อพระจี้กง มีญาณบอกล่วงหน้าว่า ราวเที่ยงวันยอดเขาดังกล่าวจะบินมาตกทับหมู่บ้านข้างวัดหลิงอิ่น และจะทำให้มีผู้คนเสียชีวิตมากมาย ด้วยเหตุนี้พระจี้กงจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อบอกมหันตภัยดัง กล่าวให้กับชาวบ้านได้รับทราบ เพื่อที่จะได้พากันอพยพไปยังที่ปลอดภัย"เที่ยงวันจะมีภูเขาหล่นลงมาทับหมู่บ้าน ทุกคนรีบเก็บข้าวข้องเร็ว ไม่งั้นก็ไม่ทันแล้ว" จี้กงกระหืดกระหอบ มาตะโกนบอกชาวบ้านโดยทั่วอย่างไรก็ตามด้วย ความที่ชาวบ้านมองว่า จี้กง เป็นเพียงพระบ้ารูปหนึ่งที่กล่าวอะไรไร้สาระไปวันๆ ทุกคนจึงส่ายหัว พร้อมกับด่าทอว่า "พระบ้าเอ้ย! จะหาเรื่องอะไรมาเล่นสนุกอีกละภูเขาบินมีที่ไหนกันเล่า!"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตะวันยิ่งลอยยิ่งสูง .... ใกล้ถึงเวลาเที่ยงวันที่ยอดเขาจะตกลงมายังหมู่บ้านเข้าไปทุกที พอดีในวันนั้นมีการจัดงานมงคลสมรส จึงมีเสียงของงานรื่นเริงดังขึ้นที่มุมหนึ่งของหมู่บ้านเมื่อจี้กงเห็นว่าไม่มีใครยอมเชื่อสิ่งที่ตนเองกล่าวเตือน จี้กงจึงตัดสินใจแอบลอดตัวเข้าไปในงานหลบหลีกผู้คนอุ้มเจ้าสาวหนีออกจากงานเสียจี้กงอุ้มเจ้าสาวและวิ่งอย่างว่องไวออกไปนอกหมู่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างก็วิ่งไล่จับ พร้อมกับตะโกนป่าวร้อง ให้ทุกคนช่วยกันคว้าตัว 'พระบ้าขโมยเจ้าสาว' อย่างไรก็ตามด้วยอิทธิฤทธิ์ จี้กงก็มีฝีเท้าเร็วพอที่จะไม่ถูกใครไล่ตามจับได้ทันจี้กงกวดฝีเท้าออกมาๆ พร้อมกับผู้คนทั้งหมู่บ้านที่วิ่งไล่ตาม ออกมาไกลสิบกว่าลี้จนกระทั่งเลยรัศมีของยอดภูเขามหันตภัย เห็นดังนั้นจี้กงจึงวางเจ้าสาวลง เมื่อหยิบพัดใบลานขึ้นมาโบกคลายร้อน ก็บังเกิดเสียงดังลั่นสนั่นพสุธา!!!ยอดเขาตกลงมาทับหมู่บ้านอย่างที่คาดไว้ชาวบ้านที่วิ่งตามมา เมื่อหันกลับไปมองสภาพภูเขายักษ์หล่นมาทับหมู่บ้านของตนเสียแบนก็ทราบว่า สิ่งที่จี้กงกล่าวเตือนนั้นเป็นความจริง ส่วนการที่จี้กงอุ้มเจ้าสาวหนีออกมาจากงานมงคลนั้นก็เพื่อช่วยชีวิตชาวบ้าน ทั้งมวลนั่นเอง แต่ทั้งนี้หลังจากเห็นบ้านช่อง ทรัพย์สมบัติถูกทับแบนอยู่ใต้ภูเขา ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็เกิดความเสียดายและเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ตีอกชกเท้ากันเป็นพัลวันด้วยสภาพดังกล่าว จี้กงจึงหันไปกล่าวกับชาวบ้านเหล่านั้นว่า "ร้องไห้ไปทำไม พวกเจ้าที่ดินที่มัวแต่เสียดายสมบัติต่างก็ถูกทับจมอยู่ใต้ภูเขาไปแล้ว จากนี้ต่อไปทุกคนก็กลับไปทำไรทำนาของตัวเอง ทำเท่าไหร่ได้เท่านั้นชีวิตก็ยังมีจะยังกลัวสร้างเรือนใหม่ไม่ได้ไปใย"ชาวบ้านพอได้ยินก็สำนึกได้ว่าท่ามกลางความทุกข์ก็ยังพอมีประกายแสงแห่งความ สุขเรืองรองอยู่บ้าง ท่ามกลางความสูญเสียอย่างน้อยที่สุดพวกตนก็ยังรักษาชีวิตให้รอดอยู่ได้ เมื่อเห็นชาวบ้านพอจะคลายทุกข์ลงได้แล้วจี้กงก็รั้งเหล่าชาวบ้านเอาไว้และกล่าวต่อว่า"อย่างเพิ่งไป ทุกคนฟังอาตมากล่าวก่อน ยอดเขาก้อนนี้เดิมลอยไปลอยมา จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หลังทับทลายหมู่บ้านของพวกเราแล้วก็อาจจะบินไปทับหมู่บ้านอื่น อาจทำให้คนเสียชีวิตอีกมากมาย อาตมาขอร้องให้พวกเราช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนภูเขาลูกนี้ เพื่อที่จะทำให้ภูเขาลูกนี้ไม่บินไปสร้างอันตรายให้กับผู้อื่นอีก" ชาวบ้านได้ยินดังนั้นจึงรีบกลับไปช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนยอดเขาบินกันคนละไม้ละมือ ...... โดยนับจากนั้น ยอดเขาดังกล่าวก็ไม่บินไปสร้างอันตรายให้ใครอีก และถูกเรียกขานกันต่อๆ มาว่า ยอดเขาบิน ณ วัดหลิงอิ่น


เครดิต มูลนิธิเต็กก่าฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำสอน‘พระอาจารย์จี้กง’พระอรหันต์นิกายมหายาน
คำสอน‘พระอาจารย์จี้กง’พระอรหันต์นิกายมหายาน : บุญนำพา

พระอาจารย์จี้กง เป็นนักบวชทางพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ใต้ปกครองประเทศจีน ท่านใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.๑๖๙๑-๑๗๕๒ เดิมชื่อ “ซินหย่วน แซ่หลี่” เกิดที่หมู่บ้านหย่งหนิง ตำบลเทียนไถ มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูลของผู้มีอันจะกิน
หลังจากที่บิดามารดาได้เสียชีวิต ท่านได้ตัดสินใจละทางโลก สละเพศฆราวาส ออกบวชที่วัดหลิงอิ่น เมืองหางโจว โดยมีพระอาจารย์ฮุ้ยหย่วน ผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “เต้าจี้”
ชีวิตในสมณเพศของพระอาจารย์จี้กง เห็นว่าสังคมชาวจีนสมัยนั้นว่า มีสภาพไร้คุณธรรมมาก ท่านจึงแสดงพฤติกรรมพิลึกพิเรนทร์ ผิดไปจากพระสงฆ์ทั่วไป จนเป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านและพระสงฆ์รูปอื่นๆ คือ ท่านมีกิริยาไม่สำรวม ชอบเล่นซุกซนกับเด็กๆ ประพฤติตนเหมือนพระวิปลาส ใส่จีวรขาดๆ ถือพัดเก่าๆ และน้ำเต้าใส่สุราที่ท่านชอบดื่มเป็นประจำ รวมทั้งบริโภคเนื้อสัตว์ จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า หรือพระเพี้ยน
แต่ในส่วนลึกและธาตุแท้ในจิตใจของท่านนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง มีความเมตตาเป็นที่ตั้ง ชอบช่วยเหลือสังคมเพื่อนมนุษย์เสมอ จนมีผู้ให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสอย่างกว้างขวาง โดยผู้คนส่วนใหญ่รู้ว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นการปกปิดแก่นแท้ของตัวท่าน ซึ่งลึกลงไปภายในแล้ว ท่านเป็นบุคคลที่ตื่นแล้ว การกระทำหลายๆ ประการของพระอาจารย์จี้กง เมื่อพิจารณาจากเนื้อแท้ จุดมุ่งหมาย และผลลัพธ์แล้ว การกระทำเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และก่อคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป
กล่าวโดยสรุป ตามความเชื่อของชาวพุทธมหายาน ก็คือ พระอาจารย์จี้กง เป็นพระอรหันต์ที่จุติมาเกิดอีกครั้ง เพื่อสั่งสอนมนุษย์โลก นั่นเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สำหรับผู้ที่ต้องการกราบไหว้และขอพรพระอาจารย์จี้กง รวมทั้งรับคำสอนและบทธรรมะต่างๆ ที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต ติดต่อสอบถามได้ที่ สมาคมเผยแผ่คุณธรรม "เต็กก่า" จีจินเกาะ ซอยวัดทองนพคุณ ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม.๑๐๖๐๐ โทร.๐-๒๔๓๗-๒๑๙๖, ๐-๒๘๖๓-๓๒๗๕ หรือที่
คำสอนของ “พระอรหันต์จี้กง”
อ่านแล้วเก็บรักษา บุญรักษาเนืองนอง รู้แล้วบอกทั่วกัน บุญกุศลเรืองรอง

๑.ชีวิตย่อมเป็นไปตามลิขิต (ละชั่วทำดี)...วอนขออะไร
๒.วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้...กลุ้มเรื่องอะไร
๓.ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์...เคารพทำไม
๔.พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา...ทะเลาะกันทำไม
๕.ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต...ห่วงใยทำไม
๖.ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ...ร้อนใจทำไม
๗.ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย...ทุกข์ใจทำไม
๘.ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้...อวดโก้ทำไม
๙.อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร...อร่อยไปไย
๑๐.ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้...ขี้เหนียวทำไม
๑๑.ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง...โกงกันทำไม
๑๒.โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย...โลภมากทำไม
๑๓.สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง ๓ ฟุต...ข่มเหงกันทำไม
๑๔.ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน...หยิ่งผยองทำไม
๑๕.ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต...อิจฉากันทำไม
๑๖.ชีวิตลำเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บำเพ็ญ...แค้นใจทำไม (บำเพ็ญไวไว)
๑๗.นักเล่นการพนันล้วนตกต่ำ...เล่นการพนันทำไม
๑๘.ครองเรือนด้วยความประหยัด ดีกว่าไปขอพึ่งผู้อื่น...สุรุ่ยสุร่ายทำไม
๑๙.จองเวรจองกรรมเมื่อไรจะจบสิ้น...อาฆาตทำไม
๒๐.ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก...คิดลึกทำไม
๒๑.ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้...รู้มากทำไม
๒๒.พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด...โกหกทำไม
๒๓.ดีชั่วย่อมรู้กันทั่วไปในที่สุด...โต้เถียงกันทำไม
๒๔.ใครจะป้องกันมิให้มีเรื่องเกิดขึ้นได้ตลอด...หัวเราะเยาะกันทำไม
๒๕.ฮวงซุ้ยที่ดีอยู่ในจิต ไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา...แสวงหาทำไม
๒๖.ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ...ถามโหรเรื่องอะไร
๒๗.ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย...วุ่นวายทำไม




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระอรหันต์ “จี้กง”

เดิมมีแซ่ว่า “หลี่” (李) ชื่อ “ซิวหยวน” (修元) เกิดในสมัยราชวงค์ซ่งใต้ (พ.ศ. 1670 – 1822) ประเทศจีน ณ ตำบลหย่งหนิง อำเภอเทียนถาย มณฑลเจ้อเจียง บิดาของท่านเป็นนายทหารคุมทหารอยู่ชายแดน มีนามว่า “หลี่เหมาชุน” และมารดามีแซ่ว่า “หวาง” บิดามารดาของท่านนั้นเป็นคนโอบอ้อมอารี ท่านหลี่ระหว่างคุมทหารอยู่ชายแดน เพราะเป็นคนมีเมตตา หละหลวมในการคุมทหาร จึงถูกทางการปลดออกจากราชการทหาร กลับคืนสู่ภูมิลำเนา บิดาของ ท่านชอบทำบุญศุลทาน ซ่อมถนน เสริมสะพาน ช่วยผู้คนตกทุกข์ได้ยาก ใครๆก็ขานเรียกท่าน “นักบุญหลี่”

วันหนึ่ง ท่านหลี่ได้ไปธุระในตลาด ได้ยินชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ท่านว่า “มิใช่นักบุญจริง ถ้าเป็นนักบุญจริง ทำไมไม่มีลูก สืบตระกูล” ท่านหลี่ได้ฟังคำนินทาเหล่านั้น ก็เกิดความรู้สึกกลัดกลุ้มใจ กลับมาบ้าน ภรรยาเห็นเข้า จึงได้ถามไถ่ท่าน ว่า ท่านเป็นอะไรไป ท่านหลี่จึงได้เล่าเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยกันให้ภรรยาฟัง เมื่อฟังจบ ภรรยาของท่านก็เสนอให้ ท่านหลี่นั้น ขอภรรยาน้อยมาสืบตระกูล แต่ท่านหลี่ไม่เห็นด้วย

ในที่สุด สองสามีภรรยาจึงได้ปรึกษาตกลง จำศีลกินเจอยู่สามวัน แล้วร่วมเดินทางไปยังเทียนถายซัน (เขาเทียนถาย) วัด เกวอะชิน เพื่อบูชากราบไหว้ขอพรพระที่สถิตย์ในวัดทุกองค์ จนถึง ห้องสถิตย์ของพระองค์อรหันต์ เมื่อกราบไหว้ถึงองค์ที่สี่ บัดดลนั้น พระอรหันต์ “เจี้ยงหลง” ก็ได้พลัดจากพระแท่นสู่ดิน เจ้าอาวาส “ซิ่นคง” ก็ได้เปล่งวาจาว่า “ดีแล้วท่านหลี่ ปี หน้าจะได้บุตรชาย”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาของท่านหลี่ก็ตั้งครรภ์ และใน เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีจีน ก็คลอดบุตรชายออกมา ซึ่งต่อมาก็ คือ พระอรหันต์ “จี้กง” นั่นเอง เจ้าอาวาส “ซิ่นคง” ได้ทราบ ข่าวว่า ท่านหลี่ได้บุตรชาย ก็ได้มาที่บ้านท่านหลี่ เพื่อแสดง ความยินดี และขอท่านหลี่ อนุญาตให้บุตรชาย มาเป็นศิษย์ ในนามของท่าน พร้อมประทานชื่อให้ว่า “หลี่ซิวหยวน”

หลี่ซิวหยวน เป็นเด็กที่ฉลาด เมื่ออายุครบ 14 ปี ก็สามารถ อ่าน และเข้าใจหนังสือ “ซื่อซู” “อู่จิง” ซึ่งเป็นตำราโบราณ ที่ลึกซึ้งได้คล่องแล้ว เดิมทีหลี่ซิวหยวนตั้งใจจะสอบเข้ารับ ราชการ แต่บิดาไม่สบายจำต้องนอนอยู่กับที่ จึงต้องอยู่ ปรนนิบัติบิดา จนบิดาท่านเสีย อีกสองปีต่อมา มารดาก็สิ้น บุญไป

หลังจากที่พ่อแม่ได้จากไป หลี่ซิวหยวนได้มอบสมบัติของ บิดามารดาทั้งหมดให้อาเป็นผู้ดูแล แล้วออกเดินทางมายัง วัดหลิงอยิ่น จังหวัดซีหู มณฑลหังโจว และตัดสินใจแสวง หาความสว่างจากพระพุทธธรรม โดยเข้าไปกราบเจ้าอาวาส “เอี๋ยงคง” ในวัด พร้อมฝากตัวเป็นศิษย์ ครั้นเจ้าอาวาส “เอี๋ยงคง” ได้สบตาหลี่ซิวหยวนครั้งแรก ก็เพ่งรู้ว่าหลี่ซิว หยวนนั้นเป็นอรหันต์เจี้ยงหลงอวตารมาสู่แดนดิน เพื่อมาโปรดสัตว์โลกทั้งหลาย เจ้าอาวาสจึงรับไว้เป็นศิษย์ และโกนหัว อุปสมบทให้ทันที พร้อมทั้งใช้พระกรเคาะศีรษะหลี่ซิวหยวน ให้สามารถสำนึกตนว่ามาจากไหน และประทานนามให้ว่า “เต้าจี้”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระโอวาทพระอาจารย์จี้ก

“เต้าจี้” หลังจากเข้าสู่ประตูพระพุทธธรรม แม้ว่าลักษณะนิสัยท่านจะผิดแผกแปลกจากหลักพระธรรมวินัยของสงฆ์ไป ไม่ว่า จะเป็นการประพฤติหรือการพูดจาที่ไม่สำรวม การดื่มสุราหรือบริโภคเนื้อสัตว์ แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อแท้ จุดมุ่งหมาย และ ผลลัพธ์แล้ว การกระทำเหล่านั้นของท่านก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และก่อคุณประโยชน์ ด้วยอริยสติ ปราดเปรื่อง ดลรู้ทุกข์สุขใน แผ่นดินได้ ท่านได้ช่วยปัดเป่าทุกข์โรคภัยไข้เจ็บให้แก่มวลชน ช่วยเหลือคนทุกข์ทั้งหลาย คนยากคนจน ช่วยกำราบ อิทธิพลอันธพาล และช่วยปราบภูตผีปีศาจต่างๆให้กับมวลมนุษย์ จนได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนให้เป็นเสมือนเทพอีก องค์หนึ่งของคนจีน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"พระโอวาทของท่านอรหันต์จี้กง "


1. ชีวิตยอมเป็นไปตามลิขิต (ละชั่วทำดี) วอนขออะไร
2. วันนี้ไม่รู้เท่าเหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้ กลุ้มเรื่องอะไร
3. ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์ เคารพทำไม
4. พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา ทะเลาะกันทำไม
5. ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต ห่วงใยทำไม
6. ชีวิตยอมมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ร้อนใจทำไม
7. ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย ทุกข์ใจทำไม
8. ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้ อวดโก้ทำไม
9. อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร อร่อยไปใย
10. ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ ขี้เหนียวทำไม
11. ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง โกงกันทำไม
12. โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย โลภมากทำไม
13. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต ข่มเหงกันทำไม
14. ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน หยิ่งผยองทำไม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อ โอวาท

15.ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต อิจฉากันทำไม
16.ชีวิตลำเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บำเพ็ญ แค้นใจทำไม (บำเพ็ญไวไว)
17.นักเล่นการพนันล้วนตกต่ำ เล่นการพนันทำไม
18.ครองเรืองด้วยความขยันประหยัดดีกว่าไปขอพึ่งผู้อื่น สุรุ่ยสุร่ายทำไม
19.จองเวรจองกรรมเมื่อไรจะจบสิ้น อาฆาตทำไม
20.ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก คิดลึกทำไม
21.ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้ รู้มากทำไม
22.พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด โกหกทำไม
23.ดีชั่วย่อมรู้กันทั่วในที่สุด โต้เถียงกันทำไม
24.ใครจะป้องกันมิให้มีเรื่องเกิดขึ้นได้ตลอด หัวเราะเยาะกันทำไม
25.ฮวงซุ้ยที่ดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา แสวงหาทำไม
26.ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ ถามโหรเรื่องอะไร
27.ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เป็นพุทธ"อย่าโง่งมงาย"




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เป็นพุทธ"อย่าโง่งมงาย"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 08:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณอิธิรา

พระที่มีสิ่งอำนวยความสดวกเช่นมีรถ มีบ้าน มีมืถือ มีทรัพย์มากมาย จะไปนิพพานได้หรือครับ?




ตอบผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 16:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๏ แต่ปางหลังยังมีกรุงกษัตริย์
สมมุติวงศ์ทรงนามท้าวสุทัศน์ ผ่านสมบัติรัตนานามธานี
อันกรุงไกรใหญ่ยาวสิบเก้าโยชน์ ภูเขาโขดเป็นกำแพงบูรีศรี
สะพรึบพร้อมไพร่ฟ้าประชาชี ชาวบุรีหรรษาสถาวร
มีเอกองค์นงลักษณ์อัครราช พระนางนาฏนามปทุมเกสร
สนมนางแสนสุรางคนิกร ดังกินนรน่ารักลักขณา
มีโอรสสององค์ล้วนทรงลักษณ์ ประไพพักตร์เพียงเทพเลขา
ชื่ออภัยมณีเป็นพี่ยา พึ่งแรกรุ่นชันษาสิบห้าปี
อันกุมารศรีสุวรรณนั้นเป็นน้อง เนื้อดังทองนพคุณจำรุญศรี
พึ่งโสกันต์ชันษาสิบสามปี พระชนนีรักใคร่ดังนัยนา
สมเด็จท้าวบิตุรงค์ดำรงราชย์ แสนสวาทลูกน้อยเสน่หา
จะเสกสองครองสมบัติขัตติยา แต่วิชาสิ่งใดไม่ชำนาญ
จึงดำรัสตรัสเรียกโอรสราช มาริมอาสน์แท่นสุวรรณแล้วบรรหาร
พ่อจะแจ้งเจ้าจงจำคำโบราณ อันชายชาญเชื้อกษัตริย์ขัตติยา
ย่อมพากเพียรเรียนไสยศาสตร์เวท สิ่งวิเศษสืบเสาะแสวงหา
ได้ป้องกันอันตรายนครา ตามกษัตริย์ขัตติยาอย่างโบราณ
พระลูกรักจักสืบวงศ์กษัตริย์ จงรีบรัดเสาะแสวงแห่งสถาน

หาทิศาปาโมกข์ชำนาญชาญ เป็นอาจารย์พากเพียรเรียนวิชาฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

siraphop43

ผมนับถือ เจ้าแม่ มากๆครับ





ตอบ ยินดีครับที่เข้ามาสนทนาธรรมกันครับ ชอบก็เชิญเข้ามาคุยกันบ่อยๆครับ ยินดีต้อนรับคุณเสมอครับคุณ siraphop43



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 12:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม