หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???ภาค 3  (อ่าน 2506 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 14:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???ภาค 3


การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้


ได้มากมายทีเดียวกันเช่น
(1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส
(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น
(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้)
(4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์
(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง
(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม
(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี
(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม
(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย
(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น
โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย


ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 15:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ชื่นชอบการสวดมนต์

ตอนแรกใจร้อนมาก อ่านหนังสือหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวันท่านบอกว่า สวด
มนต์แล้วดี ก็เลยทำตาม ตั้งใจสวดมนต์ 3 เดือนทุกวันพระช่วงเข้าพรรษาปีที่แล้ว ช่วงแรกยังไม่นิ่งแต่สวดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าจิตใจสุขเย็นมากขึ้น เมตตาต่อตนเองและคนรอบข้างมากขึ้น
ตอนนี้ เลยกลายเป็นว่า สวดมนต์จนเป็นนิสัยแล้ว โดยที่ไม่ได้คิดว่าสวดเพื่ออะไร หรือสวดช่วงไหน รู้สึกว่าชอบสวดมนต์ เพราะเย็นใจดี

มีผู้ใหญ่บอกเราว่า เวลาสวดมนต์ให้เปล่งเสียงออกมาด้วย(พอให้ตัวเองได้ยิน) สติจะเกิดกับตน และเป็นการสร้างบุญกับผู้อื่นที่ไม่ได้มีภพชาติเกิดเป็นมนุษย์ได้มีโอกาสร่วมสวดมนต์ตามไปกับเราด้วยเพื่อสะสมบุญของเขา

เราว่าน่าจะจริงนะ เพราะสวดมนต์นั้นเท่าที่ทำมา รู้สึกว่ามีแต่ให้คุณประโยชน์

จึงอยากให้เพื่อนๆหาเวลา สวดมนต์เพื่อรักษาจิตใจตนเองให้มั่นคงขึ้น แรกๆก็สวดคาถาสั้นๆก่อนก็ได้ พอจิตใจมั่นคงขึ้นก็สวดบทที่ยาวขึ้น จะเกิดคุณประโยชน์และบุญกุศลต่อตนเองและคนรอบข้างนะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 15:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทั้งโลกนี้เป็นทุกข์เพราะใจทำงาน คือคิดไม่หยุด
ตกลงคนทั้งโลกนี้
ก็เป็นทุกข์เพราะใจเท่านั้น จะเป็นสุขก็เพราะใจเท่านั้น
จิตนี้นำมาซึ่งอารมณ์เป็นที่พอใจก็เป็นสุขขึ้น
เมื่อจิตนำมาซึ่งอารมณ์เป็นที่ไม่พอใจก็เป็นทุกข์ขึ้นเท่านั้น
สาธุชนผู้ปฏิบัติทางใจ มีสติเป็นหลักฐานพอเป็นที่อาศัยจิต
ให้จิตเฉยอยู่ มิให้จิตนำมาซึ่งอารมณ์เป็นที่พอใจ และอารมณ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ
ได้ดักจิตเฉยอยู่ที่อารมณ์อันเดียว ทั้งกลางวันกลางคืน
จนจิตไม่นำมาซึ่งอารมณ์ทั้งสอง ทั้งส่วนเป็นที่พอใจและไม่พอใจไม่แล้ว
ทุกข์จะมาทางไหน เมื่อจิตเฉยอยู่ที่อันเดียวนั้น
ได้ศัพท์ว่า วิหะระติ แปลว่า ย่อมอยู่สบาย สบาย
ศัพท์นี้ ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ เฉย ๆ นั้นเอง

ประวัติพระบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน ๖



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น


* วาสนา นั้นเป็นไปตามอัธยาศัย
คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นคนพาลได้ บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นบัณฑิต
ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น

ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย
ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน

* จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต
นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูกของตัวบ้างไหม
พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน

* ทาน-ศีล- ภาวนา ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัย ของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง


-------------------------------------------------------------------

คนหิว อยู่เป็นปกติสุขไม่ได้
จึงวิ่งหาโน่นหานี่
เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก
ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็เผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ

คนที่หลงจึงต้องแสวงหา
ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา
จะหาไปให้ลำบากทำไม
อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว
จะตื่นเงา ตะครุบเงาไปทำไม
เพราะรู้แล้วว่า เงาไม่ใช่ตัวจริง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 15:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตัวจริง คือ สัจจะทั้งสี่ที่มีอยู่ในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว

-------------------------------------------------------------------
อานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้
1. ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน
2. ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวี เบียดเบียนทำลาย
3. ระหว่าง ลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำ กล่ำกราย ต่างครองกันอยู่ด้วยความผาสุข
4. พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล
5. เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าหลงหลัง จับโน่นชนนี่ เหมือนคนบ้าคนบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีล เป็นผู้ปลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

-------------------------------------------------------------------

เราเกิดมาเป็นมนุษย์
มีความสูงศักดิ์มาก

อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์
และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากมาย
อย่าพากันทำ

ให้พากันละบาป บำเพ็ญบุญ
ทำแต่คุณความดี

อย่าให้เสียชีวิตเปล่าที่มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์

-------------------------------------------------------------------
กรรม จำแนกสัตว์ให้ทราม และประณีตต่างกัน

ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล
คือ ลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยไม่ได้

แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดู
จากพ่อ-แม่มาเป็นอย่างดีเหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม
เขาก็มองไม่เห็นคุณของพ่อ-แม่
ว่าได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง

แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขา
ที่เป็นคนหนึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น

-------------------------------------------------------------------

คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย
ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย
หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุง
จึงมีความสุข

ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ
มีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก
เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง
ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์

แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วย
และให้ผลเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด
นักปราชญ์ ท่านจึงกลัวกันหนักหนา

แต่คนโง่อย่างพวกเรา
ผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว
ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย

-------------------------------------------------------------------

อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก
มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา
ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล

สมบัติในโลกเราแสวงหามา
หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา
เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ

-------------------------------------------------------------------
หาคนดีมีศีลธรรมในใจ
หายากยิ่งกว่าเพรชนิลจินดา

ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว
ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ

เพราะเงินเป็นล้านๆ
ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ
เหมือนได้คนดีทำประโยชน์

-------------------------------------------------------------------
ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ
ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว
ความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์
ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ

ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว
จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลก
เศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น
ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด

ความทุกข์ทรมาน ความอดทน
ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ
ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ
ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง

ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ
ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที

-------------------------------------------------------------------



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 15:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำสอนของสมเด็จองค์ปฐม
(ในหนังสือ พรสวรรค์หน้า 466 ๙ ธค. ๒๕๒๔ เพื่อย้ำว่า คนตายแล้ว ไม่สูญ แม้กระทั่งองค์สมเด็จปฐมก็ยังอยู่)

"จงตั้งใจไว้ให้แน่ว่า เราไม่ต้องการ ชาติ ภพ หรือภูมิใดๆในสัมปนายภพ ให้ตั้งใจในพระนิพพานเป็นที่สุด แล้วจงปฏิบัติจิต ให้ดีที่สุด โดยรักษาอารมณ์จิตให้ผ่องใสเป็นประจำ
ให้สำนึกอยู่เสมอว่า
ตนคือ ทุกข์ ทุกข์ที่ต้อง เกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่รู้ที่สิ้นสุด เกิดจาก
ทุกข์ของคนไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักตนเอง
ทุกข์คนหลงทรัพย์ หลงรูป หลงปัญญา หลงวิเศษ เหล่านี้เป็นตัวให้คนมีทุกข์อยู่ทุกขณะจิต
โดยยังยึด ยังถือว่า สิ่งเหล่านี้คือฉัน คือเรา มันพันกันเองจนตัวเราหลง หมดความพอ
ความเป็นทุกข์ของคน ทุกคนทราบแน่
แต่ทุกข์ของความเป็นอนิจจัง ทุกคนแกล้งไม่ทราบในใจ
คือ ความสูญ ความสลาย ความเสื่อม ความพลัดพราก การจากไป
เหล่านี้คือความจริง ที่ต้องเป็น ต้องเกิด ทุกคนรู้ที่หู แต่ไม่รู้ที่ใจ
จงพยายามให้รู้ที่หู เข้าไปถึงใจ การฟังธรรมต้องใช้ใจฟัง คล้อยตาม
อย่าสักแต่ว่าฟัง ธรรมที่ผ่านหู ผ่านใจ ไปรวบรวมซิว่ากี่ปีแล้ว ทำได้แค่ไหน ก้าวช้าหรือเร็ว
จงตรวจดูตัวเอง อย่าได้ตรวจผู้อื่น
ทุกคนควรวิตกว่า ความดีที่มีอยู่ มีถึงไหนแล้ว แต่ปรากฏว่า ทุกคนวิตกในเรื่องของคนอื่น วิตกในเรื่องของอริยสัจ คือกลัวความเป็นจริงจะปรากฏกับตนเอง นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรวิตกอย่างยิ่ง
ทุกข์สุดท้ายคือ กลัวโรค กลัวภัย รู้อยู่แล้วว่าคนเรา เป็นรังของเชื้อโรค รู้อยู่แล้วว่า คนเรา จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นของปกติ แล้วยังกลัวให้เป็นทุกข์อีก
นี่แหละหนอ คนสองจิต จับอะไรไม่มั่น จำเอาไว้ทุกคน เคยพบองค์พระพุทธเจ้ามาแล้ว โดยเฉลี่ยคนละ ๑๐ องค์ แต่เหตุไฉนจึงจะขอพบท่านใหม่ หรือไง?
สอนมาถึงแค่นี้ ขอให้พิจารณาดู ตัวของตัวให้มากๆ ใครไม่กล้าดูตัวเอง ก็ให้รู้ไว้ว่า ยังมีทิฐิมานะอยู่พรั่งพร้อม ตัวนี้แหละที่ทำให้หลายคนไปไม่รอด ขอเพียงเงียบหนึ่ง
อย่าได้ต่อเวรต่อกรรมอีกต่อไป สิ่งที่ควรละเอียดอย่าชุ่ย สิ่งที่ควรชุ่ยอย่าละเอียด
ส่วนโลกีย์ มักจะกลับกับธรรม
สุดท้ายของการสอน ขอให้เธอทั้งปวงจงตั้งใจจริง อย่าได้รวนเร ให้ความ อยาก หมดเป็นชาติสุดท้าย ถ้าคนใดคิดผัดผ่อนก็ไม่ว่ากัน เพราะถือว่าแต่ละคน เป็นผู้เลือกทางเดินของตัวเอง แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่ จะไป ตามวาสนา ตามกุศล ตามบุญของจิตของแต่ละคน"

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 15:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความอยากเป็นเหตุแห่งความทุกข์
ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
๙ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๙ อย่าง คือ :-
เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก
จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ
จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา
จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ
จึงมี ความตระหนี่(มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่
จึงมี การหวงกั้น(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น
จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ;
กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม
การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “คุณ ! คุณ !” การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย :
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗. , (มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 16:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล

ผมเล่าต่อนะครับ..จากที่ผมฝึกตนในการปฏิบัติสมาธิภาวนา..
ก็มีปัญหา แต่ก็ขาดปัญญาในการพิจารณา..
ผมเพิ่มความรู้ ความเข้าใจจากการฟังครับ เพราะการอ่าน เริ่มไม่ค่อยจะเห็นตัวหนังสือไม่ชัดเจน..
จากที่ผมฟังพระเทศน์ ผมก็รับมาดังที่ผมได้เล่ามา คือ ความอยากต่างๆ..เป็นเรื่องที่จิตปรุงแต่ง
จากช่องทางการนำกิเลสเข้าสู่ภายในใจ ทีี่รับได้จากการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น การสัมผัส พวกนี้จะสื่อไปที่ใจ แล้วใจนำไปปรุงแต่ง
ใจนี่เอง สำคัญที่สุดครับ..หากกิเลศมาตามช่องทางต่างๆที่ผมว่า แล้วใจรู้ทัน เราก็วางเฉยได้ แต่หากใจยินดีไปด้วย ก็จะปรุงแต่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ทัน ก็ปรุงแต่งไปไกล..
ทำไมถึงมีเรื่องให้ใจปรุงแต่ง..
พระเทศน์ รับรู้ได้ว่า สัญญา สัญญาคือความจำครับ เราได้พบ เราได้เห็น แม้กระทั่งในโทรน์ ความจำก็ยังเก็บมาจำ
เมื่อเราทำสมาธิ ความจำต่างๆมักจะวนเวียนในความรู้สึก เหมือนเห็นมาลอยอยู่เบื้องหน้า..จิตใจจะตามสิ่งเหล่านั้น จะปรุงแต่ง
มาแก้ปัญหา ไม่ให้ใจปรุงแต่งได้อย่างไร..
ผมใช้คำภาวนาพุท-โธ..เพราะผมถนัดแบบนี้ การมีคำภาวนาในใจดังๆ..จะทำให้ใจของเราไม่แตกไปเกาะเกี่ยวกับเรื่องราวอันเป็นกิเลส..
หากใจจะไปเกาะเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เราก็จะรู้สึกตัวได้ก่อน และจะรู้ได้ด้วยว่า ใจที่จะไปนั้น จะไปในรูปแบบไหน เช่น ไปแบบมีโกรธ ไปโกรคนอื่น มีหลง หลงตนเองว่าดีกว่า หลงในสิ่งของ และความอยาก..
แต่บางครั้ง ใจก็หลงไหลไปได้ แต่เมื่อรู้สึกตัว เราก็ดู และพิจารณาดูว่า สิ่งที่ใจไปนั้น มันเป็นอะไร..

พระบอกว่า กายเป็นถ้ำใหญ่ พระหมายความว่า การปฏอบัติวิปัสนากรรมฐาน ไม่จำเป็นต้องเข้าถ้ำ เข้าป่า จนเกินความพอดีครับ..
ให้ใช้สถานที่อันเหมาะสม เพื่อการปฏิบัติก็ได้ แล้วให้ศึกษา วิเคราะห์วิจับร่างกาย โดยการนั่งมองร่างกาย อวัยวะต่างๆของร่างกาย ดูการเปรียนแปลของร่างกาย..

เป็นอุบายธรรม เพื่อให้เข้าใจถึงการมีอยู่ การเสื่อมสลาย และการสิ้นสูญ คือการดับไป..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 16:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำสอนของสมเด็จองค์ปฐม
(ในหนังสือ พรสวรรค์หน้า 466 ๙ ธค. ๒๕๒๔ เพื่อย้ำว่า คนตายแล้ว ไม่สูญ แม้กระทั่งองค์สมเด็จปฐมก็ยังอยู่)

"จงตั้งใจไว้ให้แน่ว่า เราไม่ต้องการ ชาติ ภพ หรือภูมิใดๆในสัมปนายภพ ให้ตั้งใจในพระนิพพานเป็นที่สุด แล้วจงปฏิบัติจิต ให้ดีที่สุด โดยรักษาอารมณ์จิตให้ผ่องใสเป็นประจำ
ให้สำนึกอยู่เสมอว่า
ตนคือ ทุกข์ ทุกข์ที่ต้อง เกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่รู้ที่สิ้นสุด เกิดจาก
ทุกข์ของคนไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักตนเอง
ทุกข์คนหลงทรัพย์ หลงรูป หลงปัญญา หลงวิเศษ เหล่านี้เป็นตัวให้คนมีทุกข์อยู่ทุกขณะจิต
โดยยังยึด ยังถือว่า สิ่งเหล่านี้คือฉัน คือเรา มันพันกันเองจนตัวเราหลง หมดความพอ
ความเป็นทุกข์ของคน ทุกคนทราบแน่
แต่ทุกข์ของความเป็นอนิจจัง ทุกคนแกล้งไม่ทราบในใจ
คือ ความสูญ ความสลาย ความเสื่อม ความพลัดพราก การจากไป
เหล่านี้คือความจริง ที่ต้องเป็น ต้องเกิด ทุกคนรู้ที่หู แต่ไม่รู้ที่ใจ
จงพยายามให้รู้ที่หู เข้าไปถึงใจ การฟังธรรมต้องใช้ใจฟัง คล้อยตาม
อย่าสักแต่ว่าฟัง ธรรมที่ผ่านหู ผ่านใจ ไปรวบรวมซิว่ากี่ปีแล้ว ทำได้แค่ไหน ก้าวช้าหรือเร็ว
จงตรวจดูตัวเอง อย่าได้ตรวจผู้อื่น
ทุกคนควรวิตกว่า ความดีที่มีอยู่ มีถึงไหนแล้ว แต่ปรากฏว่า ทุกคนวิตกในเรื่องของคนอื่น วิตกในเรื่องของอริยสัจ คือกลัวความเป็นจริงจะปรากฏกับตนเอง นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรวิตกอย่างยิ่ง
ทุกข์สุดท้ายคือ กลัวโรค กลัวภัย รู้อยู่แล้วว่าคนเรา เป็นรังของเชื้อโรค รู้อยู่แล้วว่า คนเรา จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นของปกติ แล้วยังกลัวให้เป็นทุกข์อีก
นี่แหละหนอ คนสองจิต จับอะไรไม่มั่น จำเอาไว้ทุกคน เคยพบองค์พระพุทธเจ้ามาแล้ว โดยเฉลี่ยคนละ ๑๐ องค์ แต่เหตุไฉนจึงจะขอพบท่านใหม่ หรือไง?
สอนมาถึงแค่นี้ ขอให้พิจารณาดู ตัวของตัวให้มากๆ ใครไม่กล้าดูตัวเอง ก็ให้รู้ไว้ว่า ยังมีทิฐิมานะอยู่พรั่งพร้อม ตัวนี้แหละที่ทำให้หลายคนไปไม่รอด ขอเพียงเงียบหนึ่ง
อย่าได้ต่อเวรต่อกรรมอีกต่อไป สิ่งที่ควรละเอียดอย่าชุ่ย สิ่งที่ควรชุ่ยอย่าละเอียด
ส่วนโลกีย์ มักจะกลับกับธรรม
สุดท้ายของการสอน ขอให้เธอทั้งปวงจงตั้งใจจริง อย่าได้รวนเร ให้ความ อยาก หมดเป็นชาติสุดท้าย ถ้าคนใดคิดผัดผ่อนก็ไม่ว่ากัน เพราะถือว่าแต่ละคน เป็นผู้เลือกทางเดินของตัวเอง แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่ จะไป ตามวาสนา ตามกุศล ตามบุญของจิตของแต่ละคน"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 16:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล

ใช่ครับ การฝึกสมาธิ ทำให้การตัดสินใจ มีการทบทวนก่อน และคนเขาจะเรียกว่าใจเย็นครับ..
คือไม่ได้ทำในทันที ทันใด..
ผม..ได้พิจารณาแล้วถึงคำสอนขององค์สัมมาฯ
องค์สัมมาฯมิได้ห้ามการแสดงความคิดเห็น มิได้ห้ามการหยุดยั้งคนไม่ดี..
ในธรรมมะวินัย ก็มิได้ห้ามต่อต้านพวกชั่วครับ..

ในกลับกัน เพราะความอ่อนแอ..มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกจึงถูกคนนอกรีตเผาทำลาย มหาวิทยาลัยนาลันทา ถูกคนนอกรีตเผาทำลายเป็นเวลาถึง3เดือน จึงยุติ..
ในคำสอนฯองค์สัมมาเพียงให้รู้จักหลบ ให้รู้จักหลีก ให้รู้จักการเอาตัวรอดครับ..
สำหรับผม..ผมรอดตัว แต่ผองหมู่ต่างอยู่ลำบาก อยู่แบบยากแสนยาก แล้วผมจะเสบสุขเพียงลำพังได้อย่างไร..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 16:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทั้งโลกนี้เป็นทุกข์เพราะใจทำงาน คือคิดไม่หยุด
ตกลงคนทั้งโลกนี้
ก็เป็นทุกข์เพราะใจเท่านั้น จะเป็นสุขก็เพราะใจเท่านั้น
จิตนี้นำมาซึ่งอารมณ์เป็นที่พอใจก็เป็นสุขขึ้น
เมื่อจิตนำมาซึ่งอารมณ์เป็นที่ไม่พอใจก็เป็นทุกข์ขึ้นเท่านั้น
สาธุชนผู้ปฏิบัติทางใจ มีสติเป็นหลักฐานพอเป็นที่อาศัยจิต
ให้จิตเฉยอยู่ มิให้จิตนำมาซึ่งอารมณ์เป็นที่พอใจ และอารมณ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ
ได้ดักจิตเฉยอยู่ที่อารมณ์อันเดียว ทั้งกลางวันกลางคืน
จนจิตไม่นำมาซึ่งอารมณ์ทั้งสอง ทั้งส่วนเป็นที่พอใจและไม่พอใจไม่แล้ว
ทุกข์จะมาทางไหน เมื่อจิตเฉยอยู่ที่อันเดียวนั้น
ได้ศัพท์ว่า วิหะระติ แปลว่า ย่อมอยู่สบาย สบาย
ศัพท์นี้ ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ เฉย ๆ นั้นเอง

ประวัติพระบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน ๖



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 16:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางด้านธรรมจะช่วยให้เป็นคนใจเย็น ปล่อยวางครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 10:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางท่านก็ท่องหายใจเข้า"ยุบหนอ"หายใจออก"พองหนอ"ท่องไปเรื่อยๆจนจิตสงบแล้วท่านก็จะได้พบกับแสงสว่างที่รอคอยมานานครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 16:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลดละกิเลส ให้คิดเสมอว่า ได้มา ตั้งอยู ดับไป จะทำให้การปล่อยวางได้ดีขึ้นครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 16:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางท่านนั่งหักโหมมากไป ต้องการเห็นนิมิต เห็นนางฟ้า เห็นเทวดานั้นผิดครับ การนั่งไม่ต้องการเห็นสิ่งใดๆทั้งสิ้นครับ จิตว่างจิตสงบแล้วมันก็จะเข้าขั้นละเอียดอ่อนแม้แต่การหายใจจะแผ่วเบาคล้ายเหมือนไม่หายใจครับ ต้องค่อยเป็นค่อยๆไปครับ อย่าหักโหมจำไว้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 17:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีหลายท่านบอกมาว่าธรรมะยาวๆอ่านแล้วงงอ่านแล้วสับสน อยากให้ช่วยย่อหรือแนะวิธีที่จะเข้าสมาธิได้รวดเร็วขึ้นมีทางลัดหรือไม่ครับ ก็จะค่อยๆแนะนำแบบสั้นๆไม่ยาวอ่านแล้วเข้าใจเลยที่จริงต้องให้พระมาสอนหรือมาเทศน์แต่เดี๋ยวนี้หายากมากครับพระที่บริสุทธิ์ในศีลจริงๆและพระก็มีลูกเล่นลูกชนมีตลกเข้ามาแทรกเลยไม่เป็นธรรมะที่บริสุทธิ์จริงๆครับ ส่วนพระที่เคร่งก็พยายามบรรลุสู่นิพพานสถานเดียวไม่อยากยุ่งกับโลกภายนอก มันวุ่นวายเหลือเกินที่ท่านจะมาสอนสั่ง จึงอยากจะสำเร็จไปเพียงผู้เดียว ทิ้งให้คนรุ่นหลังต้องหาวิธีที่จะบรรลุนยิพพานกันต่อไปครับ ธรรมะที่นำมาลงนั้นบริสุทธิ์ ผู้ที่เป็นฆราวาสที่ไม่ต้องบวชก็สามารถปฏิบัติได้ครับ เราจะบรรลุสูความเป็นโพธิสัตว์โดยไม่ต้องบวชไม่ต้องโกนผมก็สำเร็จได้ครับเช่นองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์หรือท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ครับ อยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้มองการณ์ไกลที่ให้ประชาชนที่ไม่ต้องบวชเป็นพระก็สามารถสำเร็นเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกันครับ เรามาปฏิบัติแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปครับ วันนี้คุณเฮโลแจ้งมาว่าเข้าสวนไปปฏิบัติหากว่างท่านจะเข้ามาเสริมเติมธรรมะให้ท่านทั้งหลายได้รับความรู้เพิ่มเติมกันต่อครับ สาธุ สาธุ สาธุ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 17:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

mikemikemike


มันยาวเกินไปน่ะครับมีแบบรวบรัดสั้นได้ไหมครับ
ธรรมะที่คนธรรมดาบ้าน ๆ อ่านแล้วเข้าใจง่ายมีไหมครับ
หรือยกตัวอย่างที่เจอกับตัวเองเลยก็ได้ แบบประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอกับตัวเองเวลาที่ปฏิบัติแล้วได้รู้ด้วยตัวเองเหมือนที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้หรือตรัสรู้ด้วยตัวของท่านเองเลยครับน่าจะอ่านสนุกกว่าน่ะครับ




(มีสมาชิกและท่านผู้อ่านได้เข้ามาคุยเสนอแนะเข้ามาครับ)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 7 มิ.ย. 13, 07:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

.........................................................................

.........................................................................


กัลยาณมิตร หมายถึง ความหมายของกัลยาณมิตร


กัลยาณมิตร หมายถึง ความหมายของกัลยาณมิตร กัลยาณมิตร คือ อย่างไร กัลยาณมิตร มิได้หมายถึง เพื่อนที่ดี ตามความหมายทั่วไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ที่จะสั่งสอนแนะนำ ชี้แจงชักจูง ช่วยบอกหนทาง หรือเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องดีงามดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย บทความดีๆ

บุคคลใดแวดล้อมด้วย กัลยาณมิตร ผู้ตักเตือนมิให้เราทำความชั่วร้าย และส่งเสริมให้ทำแต่ความดีงาม จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สั่งสมบุญไว้ดีแล้ว ลักษณะของกัลยาณมิตรคือ ช่วยเหลือและป้องกันเมื่อ เพื่อนประมาท ร่วมทุกข์ ร่วมสุขไม่ทอดทิ้งเพื่อน แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เพื่อน กัลยาณมิตร มีความรักใคร่สนิทสนมจริงใจไม่คิดร้ายต่อกัน นิยามของคําว่าเพื่อน




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 9 มิ.ย. 13, 20:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อณุโมทาสาธุกับ จขกท ที่นำสิ่งดีดีมาเผยแพ่.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 10 มิ.ย. 13, 14:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอเชิญคุณzapatacut เข้ามาร่วมสนทนาธรรมบ่อยๆและร่วมในกระทู้อื่นด้วยครับ..


เนื่องจากคนเรานั้นขาดที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจการดำรงชีวิตจึงเดินผิดเดินถูก หากท่านมีธรรมะอยู่ในใจท่านก็จะมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ท่านนั้นเดินบนเส้นทางที่ถูก สว่าง สง่างามเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและคนรอบข้างก็จะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความเมตตากรุณาต่อกันและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีสืบต่อไปตลอดชีวิตครับเพราะมนุษย์นั้นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อมาสร้างบุญบารมีและกุศลผลบุญร่วมกันสืบไปครับ..ผู้ที่เข้ามาอ่านก็จะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองการงานก้าวหน้าตลอดไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  สวดมนต์ นั่งสมาธิ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม