หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สต๊อกทองท่วมประเทศ มีสิทธิ์แตะ“หมื่นห้า“ นักเก็งกำไร-โรงรับจำนำ-อัญมณีอ่วม  (อ่าน 3947 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 22 เม.ย. 13, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 


จับสัญญาณ ราคาทองคำ ซึมยาว ศูนย์วิจัยทองชี้มีโอกาสร่วงถึง 15,000-16,000 บาท ฟากนักลงทุน "โกลด์ฟิวเจอร์ส" บาดเจ็บสาหัส คาดหนีหายออกจากตลาดกว่า 20%

ก.ล.ต.ยัน โบรกเกอร์ทองไม่สะเทือนจากลูกค้าเบี้ยวหนี้ โดนผลกระทบถ้วนหน้าทั้งกลุ่มอัญมณีจนถึงโรงรับจำนำ เผยไทยสต๊อกทองเต็มประเทศ ก.พ.ไทยนำเข้ากว่า 4 หมื่นกิโลกรัม

จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกร่วงจากช่วงวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2556 ลงไปใกล้ระดับ 1,500 เหรียญ และวันจันทร์ที่ 15 เมษายน ราคาก็อ่อนตัวลงอีกกว่า 140 เหรียญ หรือประมาณ 9% มาปิดใกล้ระดับ 1,353 เหรียญ ถือเป็นการลดลงกว่า 200 เหรียญในช่วงเวลาสองวันทำการ ก่อนจะฟื้นตัวได้

เล็กน้อยในวันที่ 16 เมษายน 2556 ขณะที่ตลาดทองคำในประเทศไทย หลังเปิดทำการในวันที่ 17 เม.ย. พบว่าราคาทองไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากก่อนปิดสงกรานต์ที่ประมาณ 2.1 หมื่นบาท ร่วงลงมาที่ 19,000 หมื่นบาท หรือลดลงราว 2,000 บาท และเมื่อ 19 เม.ย.ราคาซื้อ/ขายปิดที่ 19,150/19.250 บาท

สิ้นปีทองโลก 1,350 ดอลลาร์

มาร์เก็ตวอตช์ดอตคอมอ้างบทวิเคราะห์จากธนาคารเครดิต อะกริโคลมองว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่กดดันให้ราคาทองดิ่งลงคือ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ และราคาทองคำจะร่วงลงอีกในระยะกลางเพราะเงินดอลลาร์แข็ง ซึ่งทำให้ทองคำมีราคาแพงในสายตานักลงทุนต่างชาติ พร้อมคาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีของทองคำในปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และสิ้นปีนี้ราคาจะอยู่ที่ 1,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

โดยความกังวลเรื่องธนาคารกลางชาติยุโรปจะนำทองคำสำรองออกมาขายเพื่อชำระหนี้เป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำโลกในช่วงที่ผ่านมาประกอบกับเกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุนทองคำ (ETP) การคาดการณ์ว่าราคาทองจะทรุดลง การตื่นตระหนกขายทิ้ง ล้วนเป็นสาเหตุที่ฉุดให้ราคาทองยิ่งดิ่งลึก

กูรูคาดราคาทองซึมยาวฟื้นปี 58

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงภาพการลงทุนทองคำได้เข้าสู่ช่วงตลาดหมี และมีแนวโน้มปรับตัวลดลงและซึมต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คาดว่า ราคาทอง จะฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2558 หากปัญหาเงินเฟ้อกลับขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อธนาคากลางหลายประเทศทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ยังคงอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ก็จะยิ่งทำให้ทองคำพลิกบทบาทกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกครั้ง

ด้านนายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 2 ราคาทองคำจะแกว่งตัวในกรอบ 1,250-1,500 เหรียญ หรือคิดเป็นบาทละ 17,500-22,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าวหากเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตราสารหนี้ระยะยาวของไทยอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเป็นผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวลดลงแตะ 28 บาทต่อดอลลาร์ได้ ซึ่งจะยิ่งเป็นผลให้ราคาทองปรับตัวลดลงตามไปด้วย นักลงทุนจึงควรต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนสูง

"กรอบราคาทองมีโอกาสปรับตัวลดลงได้มากกว่าที่เราประเมินโดยอาจดิ่งลึกไปได้ถึง 1,100-1,200 เหรียญ และถ้าเงินบาทแข็งค่าไปที่ 28 บาท ก็จะกดดันให้ราคาทองร่วงลงไปถึงบาทละ 15,000-16,000 บาทได้" นายกมลธัญกล่าวและว่า

การที่ราคาทองปรับตัวลดลงนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดลงทุนเท่านั้น แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โรงรับจำนำทั้งระบบก็ได้รับผลลบเช่นกัน เนื่องจากการรับจำนำมีสัดส่วนของทองคำสูงถึง 80% ขณะที่ปกติจะประเมินราคาทองให้ต่ำกว่ามูลค่าจริงประมาณ 15% แต่ที่ผ่านมาราคาทองกลับปรับตัวลดลงมากกว่า 15% แล้ว และมีแนวโน้มจะดิ่งต่ออีก ดังนั้นจึงทำให้ธุรกิจดังกล่าวได้รับความเสี่ยงมาก

นักลงทุนโกลด์ฟิวเจอร์สสาหัส

นายแพทย์กฤชรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่าจากสถานการณ์ ราคาทองคำ ร่วงหนักทำให้บริษัทต้องบังคับขายปิดสถานะ (ฟอร์ซเซล) สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold futures) ของลูกค้าประมาณ 10% จากปริมาณซื้อขายทั้งหมด หรือคิดเป็นลูกค้ากว่า 30 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ขาดทุนเนื่องจากการเปิดสถานะซื้อล่วงหน้า (Long) ไว้ โดยช่วงก่อนสงกรานต์บริษัทมีกลุ่มลูกค้าที่เปิดสถานะ Long 20% ส่วนที่เหลือเปิดสถานะขายล่วงหน้า (Short) ดังนั้นจึงทำให้การขาดทุนมีค่อนข้างน้อย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้ภาพรวมของตลาด Gold Futures มีความคึกคักลดลง จากที่นักลงทุนหลายรายประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก โดยคาดว่าจะทำให้นักลงทุนที่ขาดทุนอย่างรุนแรงหายไปประมาณ 20% ส่วนนักลงทุนที่ขาดทุนแต่ยังมีเงินสดและสภาพคล่องจากการลงทุนด้านอื่นเหลือ ก็อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนจึงจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เปิดตัวเลขสต๊อกทองเต็มประเทศ

ผู้สื่อข่าว"ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า การนำเข้า-ส่งออกทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าทองคำแท่ง 41,340 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 422.58% (7,910 กก.) คิดเป็นมูลค่า 2,176.4 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่การส่งออกลดลงเหลือเพียง 1,639 กิโลกรัม มูลค่า 103 ล้านเหรียญ หรือลดลง 88% ขณะที่เครื่องประดับที่ทำจากทองส่งออกลดลงเหลือ 467 ล้านเหรียญ หรือลดลง 40.9%

ตัวเลขข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2556 ไทยนำเข้าทองคำแท่งมาสต๊อกไว้จำนวนมาก โดยบริษัทที่มีการนำทองคำเข้าสูงสุด 5 รายใหญ่แรก ได้แก่ บริษัท บริงค์ส (ประเทศไทย), บริษัท จีโฟร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติคส์ (ประเทศไทย), บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัช จำกัด, บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด และบริษัท วาย แอล จี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

"การนำเข้าทองคำแท่งในเดือนต่อไปจะไม่ลดลงฮวบฮาบจากสต๊อกคงเหลือ แต่จะมีการนำเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างในช่วงทองขาลง และอีกส่วนหนึ่งนำเข้ามาเฉลี่ย ราคาทอง คำในช่วงขาขึ้นที่ซื้อมาแพง แต่ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนด้วย" ผู้ค้าทองรายหนึ่งกล่าว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม