หน้า: 1 2  ทั้งหมด

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ขอความคิดเห็นคับ รถยุโรป vs รถญี่ปุ่น  (อ่าน 47488 ครั้ง)
Guest
Biker
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 26 พ.ค. 12, 10:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

คำถามนี้ คนถามควรเก็บอาไว้ตอบด้วยตัวเอง ตอนที่หาเงินได้เองแล้ว ใช้เงินตัวเองซื้อรถ

ถ้าใช้เงินพ่อก็ไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่พ่อคิดหรอก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
abc
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 26 พ.ค. 12, 10:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมื่อก่อนพ่อผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน และเจาะจงว่าต้องเป็น Toyota เท่าันั้น แต่เขาไม่ซื้อพวก Camry หรือ Corolla แต่เล่นเป็นพวกรถ Crown ซึ่งสมัยก่อนก็น่าจะเทียบเท่ากับพวก Lexus สมัยนี้ มี 2 เหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนความคิดและตัดสินใจใช้แต่รถยุโรปแต่นั้นเป็นต้นมา

1. ไปทานข้าวตามภัตตคารใหญ่ๆหรือโรงแรม 5 ดาว เอา Crown ไปนี่ไปวนหาที่จอดเองเด็กรับรถไม่เคยหันมามองหรือดูแล แต่อีกวันเอา Benz ไปเด็กรับรถวิ่งมารับกุญแจไปจอดให้เป็นอย่างดี

2. บ้านเราอยู่กรุงเทพและนครราชสีมา และมีกิจการสาขาทางภาคอีสานอีกหลายจังหวัด พ่อขับรถขึ้นลงรถหว่างกรุงเทพ-นครราชสีมาและตามสาขาบ่อยๆ อย่างที่ทราบต่างจังหวัดขับรถกันไม่ค่อยระวังความปลอดภัย มอเตอร์ไซส์อยากจะตัดข้ามจากซ้ายมากลางถนน หรือกลางถนนไปซ้ายสุดตอนกลับรถก็ทำกันโดยไม่สนใจว่ารถทางตรงวิ่งมาเร็วแค่ไหน มีอยู่ครั้งหนึ่ง Crown วิ่งมาประมาน 100-120 เจอตัดหน้าผลคือลงไปอยู่คูข้างถนนแต่โชคดีว่าพ่อไม่เป็นอะไรแต่รถหมดสภาพขายซาก หลังจากนั้นพ่อเอาเบนซ์ออกใช้แทน เจอเหตุการณ์คล้ายๆกัน แต่ด้วยความที่เครื่องรถยุโรปเมื่อก่อนแรงกว่าญี่ปุ่นพอสมควร เหยีัยบมา 140-160 เจอตัดหน้าหักหลบซ้ายแล้วเข้าขวา ทรงตัวต่อวิ่งต่อได้เป็นปกติ

หลังจากนั้นถ้าที่บ้านหรือลูกๆซื้อรถไว้ใช้และต้องเป็นคันที่วิ่งทางไกลก็จะเน้นรถยุโรป แต่ถ้าในกทมหรือนครราชสีมา ก็จะไปทาง Toyota เพื่อความคล่องตัวไม่ต้องกลัวเฉี่ยวชนมากและบำรุงรักษาไม่แพง

เพราะพ่อบอกว่าหาเงินมาทั้งชีวิตจนมีปัญญาซื้อรถยุโรปใช้ช่วยเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ดีกว่่างกประหยัดในเรื่องไม่เข้าเรื่องแล้วอั๊วไม่ได้อยู่ใช้เงินที่หามาอย่างยากลำบาก เงินต่างกัน 1-2 ล้านยังไม่ตายหาใหม่ได้ ถ้าตายไปแล้วไม่เพียงแต่หาไม่ได้ยังต้องเอาส่วนต่าง 1-2 ล้านที่ประหยัดรถญี่ปุ่นกับรถยุโรปมาัจัดงานศพอีก

เห็นด้วยครับ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ความเห็นพ่อไม่ถูกทั้งหมด
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชาวนา
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 26 พ.ค. 12, 15:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รวยกันจัง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เด็ก
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 26 พ.ค. 12, 17:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ใจจริงอยากเเนะนำรถเมกานะ555พี่ฟอร์ดอ่ะก็ปลอดภัยใช้ได้นา
เเต่ถ้าจะให้เลือกจริงๆให้เลือกรถญี่ปุ่นเเต่ระดับเดียวกับรถยุโรปสิครับ
รู้จักเลกซัสมั้ยอ่ะครับ เมกามหาอำนาจของโลกคนประเทศเขานิยมรถที่หรูๆ
เนี่ยคือเลกซัสมาเป็นอันดับหนึ่งครับ บีเอ็มกับเบนซ์รองลงมา
ก็คิดดูนะครับถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดีจริงทำไมที่เมกาถึงขายได้ดีกว่ารถยุโรปล่ะ
เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยนเเล้วครับ นิสสันgtrคันละเเปดล้านยังเเข่งชนะพอร์ชคันละสิบกว่าล้านได้เลย
เลกซัสรุ่นใหม่ที่คันละสี่ล้านกว่าอ่ะ ได้รับการโหวตจากทั่วโลกว่าเป็นรถที่ปลอดภัยที่สุดในระดับเดียวกันนะครับ เหนือกว่า บีเอ็มกับ เบนซ์อีก
เคยมีเคสที่เพื่อนผมอยู่ ม เกษตร ครับ ขับเลกซัสรุ่นจีเอส ชนกับต้นไม้
รถพังยับเเต่คนเป็นเเค่เเผลถลอกครับ ไม่รู้ว่ารถดีหรือพระดี555
คุณไม่ควรเอาพวกเเคมรี่ เเอคคอร์ดไปเทียบกับอีคลาสอ่ะครับ
คือมันคนละระดับเลย เหมือนเอาไทยไปเทียบเมกาเงี้ยมันจะเทียบกันได้ไง
มันก็ต้องเอารถระดับเดียวกันไปเทียบกันดิ ผมอยากให้คุณได้ลองเลกซัสดู
ครับออกเเบบสวยไม่เเพ้ยุโรปเเน่นอนเเรงเเละปลอดภัยเเน่นอนครับ
เพียงเเต่หาซื้อยากหน่อยนะถ้าเป็นต่างจังหวัด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
iTon
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 26 พ.ค. 12, 22:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รถญี่ปุ่นหรือรถเยอร์มัน มันก็ทนทานได้ทั้งนั้นล่ะครับ ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา

แต่บ้านเรารถราคามันแพงเกินไป

ถ้าบ้านเรารถราคาเท่าอเมริกาเมื่อไหร่

อาจจะไม่เห็นรถญี่ปุ่นวิ่งบนถนนก็เป็นได้นะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สอ
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 26 พ.ค. 12, 23:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมเห็นด้วยกับคุณพ่อของคุณนะครับ ที่ซื้อรถญี่ปุ่น แต่ก็อีกนั่นแลห่ะครับเมืองไทยรถญี่ปุ่น D Segment มีให้เลือกไม่กี่ตัว เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ในความเห็นผมถ้า จขกท. เทียบ แคมรี่ แอคคอร์ด ผลิตในบ้นเรากะรถญี่ปุ่น จะเห็นความต่างเรื่องสมรรถนะการขับขี่อย่างชัดเจนครับ ความเห็นผม Teana ดีกว่าครับ แต่คงไม่ถึงรถยุโรป ถ้าโชคดี บ้านเรา เอา Mazda6, Ford Fusion หรือ Chevrolet Malibu มาทำตลาด คุณจะได้ใช้รถที่อยู่ระหว่างกลาง ของญี่ปุ่นและยุโรปครับ คือ สมรรถนะการขับดี แข็งแรง เทคโนโลยีดี ราคาซ่อมบำรุงอาจจะสูงกว่าญี่ปุ่น แต่ไม่ถึงยุโรปแน่นอนครับ ส่วนตัวผมก็ขอให้ผู้ผลิตทั้งสามรายนี้ ทำตลาด D Segment เพื่อให้ลูกค้าชาไทยได้ใช้รถที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่สร้างภาพว่าอะไหล่หาง่าย ขายต่อราคาดี แต่ผลิตของคูรภาพถูกในราคาที่สูงกว่าที่ควรเป็นครับ ผมเชื่อว่าถ้า จขกท. เห็น Mazda6 คุณต้องชอบเหมือนผมแน่นอนครับ q*071

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เชียร์ ของใหม่
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 27 พ.ค. 12, 04:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตอนพ่อผมได้เบนซ์มา รถก็วิ่งดี แตะแสนโล E classเริ่มจุกจิก ซ่อมบ่อย
จนผมถามพ่อ"ซ่อมหนักขนาดนี้ ทำไมไม่ขายทิ้ง ให้เจ้าของใหม่ ซ่อมต่อ"

พ่อผม สวนกลับ "พ่อ ซ่อมมาแล้ว คงไม่เสียแล้ว"
สองสัปดาห์ต่อมา มาบอกผมว่า มันอาการเดิมอีกแล้ว

คำว่า "ของใหม่ยังไงก็ดีกว่าของเก่า" แตกต่างที่ใจรัก
รักรูปทรง กับ รักสมรรถนะ
คนที่ประสบการณ์ใช้รถมาเยอะ บอกว่า สมรรถนะ มาก่อน
ส่วนวัยรุ่น บอกว่า รูปทรง มาก่อน

ไม่แปลกที่พ่อคุณให้ซื้อรถใหม่ ผมลองคิดเล่นว่า ถ้าผมเอาเบนซ์พ่อมาใช้ ถึงมันปลอดภัย + สมรรถนะ + ภาพลักษณ์ แต่คุณเคยเห็น เบนซ์บนรถยกไหม ไม่ใช่ยกไปวางโชว์รูมนะ ยกไปซ่อม

**** คุณเห็น รถยุโรปเก่า กับรถญี่ปุ่นเก่า บนท้องถนน เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะ รถยุโรปแพงกว่า แต่เพราะใช้นานเข้า ปัญหา มันไม่จบ
พ่อคุณมองไกลกว่า ไม่ใช่ เพราะแพงกว่าหรอก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นานาจิตตัง
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 27 พ.ค. 12, 10:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมว่ามันอยู่ที่คนขับขี่เป็นสำคัญ ผมเคยเห็นS-classพังยับมาก็หลายคันยังนึกในใจมันพังได้ขนาดนี้เหรอ Porcheก็มีข่าวบ่อยครั้งยังไม่เหลือ มันก็เหมือนกันหมด รถญี่ปุ่นรุ่นใหญ่เขาก็ทำมาดี รถยุโรปอาจจะดีกว่าบ้างแต่ถ้าประมารถก็ไม่เหลือหรอก เรื่องความคุ้มค่า เวลารถซ่อม อะไหล่ของโตโยกับฮอนด้าจะหาง่ายกว่าถูกกว่า รถยุโรปบางครั้งต้องรอเป็นเดือน อันนี้พูดถึงซ่อมอู่นอกนะเพราะเคยไปเข้าศูนย์มันให้เปลี่ยนหมดเลยอะไรที่ยังไม่เสียก็จะเปลี่ยนให้ได้ ของผมโชคดีมีอู่ประจำที่ไว้ใจได้ อะไรที่ยังพอใช้ได้เขาจะไม่ซ่อมให้ อะไหล่ก็ถูกกว่า นานๆซ่อมทีก็โดนแค่2000 ซื้อรถไม่เหมือนซื้อบ้าน ราคาตกตั้งแต่ถอยออกมาแล้ว แต่รถโตโยกับฮอนด้าราคาขายต่อก็ยังดีกว่าเพื่อน รถยุโรปมือ2ขายได้ราคาต่ำเพราะไม่มีใครอยากเล่นถ้าซื้อเขาจะกดราคา แต่ของอย่างนี้อยู่ที่คนซื้อชอบแหละ แต่เราชอบรถญี่ปุ่นถ้าเรามีเงินเหลือสัก20ล้าน ซื้อรถยุโรปสัก3ล้านก็โอเคอยู่ เท่ดี แต่เศรษฐกิจอย่างนี้ยังไม่รู้จะไปหาตังที่ไหนเลยไหนต้องวางแผนค่าน้ำมันอีก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดดี
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 28 พ.ค. 12, 10:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าถามอรรถประโยชน์ ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ เหมือนกัน เอาไว้ใช้ขับขี่ เดินทาง
คนเบี้ยน้อย ก็ต้องมองเพิ่ม เรื่องความประหยัด เช่น ประหยัดน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา
คนมีเงินมากขึ้นมาหน่อย ก็มองเรื่องสมรรถนะ ก็อาจจะเอาเครื่องใหญ่หน่อย แรงหน่อย
และมีเงินมากขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะมองเรื่องความสะดวกสบาย ก็จะเอากว้างขวาง ออฟชั่นเยอะๆ เพื่อความสบาย
และมีเงินมากขึ้นมาอีก ก็จะมองเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ ความแข็งแรงของตัวรถ มีมากพอหรือไม่ ที่จะคุ้มครองชีวิตผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
และมีเงินมากจริงๆ อีกเยอะๆ ก็จะมองเรื่อง หน้าตาทางด้านสังคม ก็จะจ่ายเงินเพื่อ เลือกรุ่นที่มีชื่อเสียงในกลุ่มผู้มีเงิน

แต่ทั้งนี้ ก็อยู่ที่ ความชอบของแต่ละคน และ ความเหมาะสมกับรสนิยม ไม่ว่า รถญี่ปุ่น หรือ รถยุโรป ก็ตอบสนองความต้องการ และ ความชอบในระดับต่างๆ กันได้ แต่ถ้ามองประเด็นใดด้านเดียว ผมว่า มันไม่ได้ตอบอะไรให้ได้เลย ต้องคิดก่อนว่า คุณลำดับความต้องการคุณอย่างไร แล้วให้คะแนนมันมากขนาดไหน ก็จะเจอรถที่เหมาะกับคุณแน่นอน

ข้อคิดประการหนึ่ง รถยุโรป ในยุโรป ถูกกว่า เมืองไทย มาก จะบอกว่า นำเข้าทั้งคัน ภาษีแพง ก็ไม่ผิด แต่ก็มีรถยุโรป ประกอบเมืองไทยเหมือนกัน ยี่ห้อดังๆ ทั้งนั้น ราคาก็ยังแพง ทำไมยังต่างกัน เป็นหลักล้านเทียบกับรุ่นเดียวกัน ในยุโรป ผมหาคำตอบได้อย่างเดียว คือ ผู้จำหน่ายในบ้านเรา ต้องการรักษาค่านิยมว่า เป็นรถหรู สำหรับคนมีฐานะ ก็ให้เขาจ่ายเพื่อรักษาสถานะนี้ไว้ เพื่อชื่อไม่ใช่เพื่อรถจริงๆ ใครมีคำตอบอย่างอื่น บอกได้นะครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สั่นมาก
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 28 พ.ค. 12, 17:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วิ่ง 140 สั่นเหมือนเครื่องปั่นอาหาร
เป็นอาการที่ไม่ปกติครับ
รถปกติจะไม่สั่นแบบนั้น

ถ้ายางบวมหรือไม่ได้ถ่วงล้อ,ถนนชำรุด ฯลฯ
จะรถ5แสนหรือ5ล้านก็สั่นเหมือนกันหมดนะจ๊ะ
140 km/h สำหรับคัมรี่ โคโรลลา ซีวิค แจ๊ส ฯลฯ ไม่สั่นครับ
ถ้ารถสมบูรณ์ดี

เบนซ์,บีเอ็มดับบลิว เสียอีก
หากราคาเท่ากันได้ปีที่เก่ากว่ามีโอกาสเสื่อมตามวัยได้มากกว่า
เรื่องความทานกับความแข็งแรงเป็นคนละเรื่องกัน

ยุโรปแข็งแรงกว่า หนักกว่า เปลืองกว่า ถ้าชนไม่หนักก็ปลอดภัยกว่า

เรื่องความทนทานยุโรปโดยทั่วไปสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ครับ

เรื่องภาพลักษณืดีกว่าน่ะจริง ยอมรับจ้า
แต่เรื่องทนทานน่ะไม่แล้วแล้วล่ะที่จะอึดแบบเบนซ์W123เมื่อหลายสิบปีก่อน พลาสติกเหมือนกันทั้งนั้นแหละ รถ5ปียุโรปพลาสติดกรอบหมด ซีดบ้าง ไฟก็เหลือง แบบนี้เรียกทนเหรอจ๊ะ q*033

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
123
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 28 พ.ค. 12, 20:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อไหร่จะรวยเหมือนเค้าซักทีเฮ้อ......................

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 28 พ.ค. 12, 22:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ใช้ เบนซ์เลยครับ ฟันธงถ้ามีเงินจะซื้อ เจอกับตัวเองมาแล้ว ตอนนั้นวิ่งบนทางด่วนรามอินทราปริมาณรถเยอะพอประมาณ เลยขับเลนขวาเร็วประมาณ 260 กม./ชม. ( เบนซ์นิวอาย 230 E คอมเพลสเซอร์ ) อยู่ก็มีรถ วอลโว่ 740 GL เปลี่ยนเลนกระทันหัน ผมเบรคหมดหยุดที่ความเร็ว 260 กม./ชม. ตอนนั้นคิดว่าคว่ำแน่ แต่ไปเป็นอย่างที่คิดครับรถใช้เวลาเพียง เสี้ยววินาทีก็ลดความเร็วได้เลยไม่ชนท้ายคุณ รถคันนั้น (แค้น ) เกือบตาย ผมเลยเข้าใจว่าเงินที่เสียไปกับรถยุโรปมันคุ้มค่ามาก แต่ค่าบำรุงรักษาแพงเวอร์เข้าศูนย์เช็คระยะแต่ล่ะครั้ง 50,000 บาท กำ q*072

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ผู้ปิดความลับสวรรค์
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 29 พ.ค. 12, 09:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073 ผมว่ารถยุโรปใช้ดี แฮนลิ่งดี สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมันกล่าวเพราะมีเทอร์โบ หรือชุปเปอร์ชาร์ท ไม่เหมือนสมัยเก่า เดี๋ยวนี้เค้าดาว์ไซด์ ซิ่ง(ทำเครื่องเล็ก แต่แรงม้า แรงบิดเพิ่ม) รถญี่ปุ่นก็ใช้แอคคอร์ืท แคมรี่ก็เคยขับของเพื่อน ผมว่ามันล่อนมาก ตกหลุมที่เหมือนนั่งในกระป๋อง ยกตัวอย่าง รถ BMW X3 ขับช้าจะหนึบแน่น(บางคนว่าแข่งไป) แต่ที่ความเร็ว 140 ขึ้นไปช่วงล่างจะให้ต้วมีความยึดหยุ่น แกะถนนดีมุดโค้งก็ดี ใช้มา 2ปีครึ่ง จะแสนกิโลแล้ว ขึ้นเหนือยิ่งขับมัน แซงขึ้นเขาสบาย เพราะขับสี่ล้อ กินน้ำมัน (7.3 ลิตร ต่อ 100 กิโล) ก็ประมาณ เห็นมาบ่อยที่รถโตโยต้าวีโก้หรือฟอร์จูนเนอร์ แค่ถนนแฉะ ก็หนุมตกคลองกันแล้ว ไม่มีคู่กรณี

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
mommam
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 29 พ.ค. 12, 10:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตั้งแต่ขับรถมา เกือบ 30 ปี ใช้รถญี่ปุ่นไปเกือบ 10 คันแล้วก็ใช้มาเกือบทุกยี่ห้อ(ยกเว้น มิตซู) รถยุโรป (1 คัน volvo) แต่รถที่ใช้ไม่เคยใช้ถึงเปลี่ยนอะไหล่-เข้าศูนย์ซ่อมซักคัน คือเป็นคนชอบใช้รถสภาพใหม่ตลอดและก็ไม่เคยขับเกิน 100 หากไม่ได้เร่งด่วนจริงๆ รถญี่ปุ่นหรือว่ารถยุโรป ปลอดภัยเหมือนๆกันค่ะ ถ้าคุณขับแบบรักษากฎจราจร และไม่ขับแบบรถแข่งในสนามแข่ง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
จริงบ้าง/ไม่จริงบ้าง
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 29 พ.ค. 12, 10:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รถยุโรปดูภูมิฐานกว่า-จริง
รถยุโรปเกาะถนนดีกว่า-จริง
รถยุโรปการทรงตัวดีกว่า-จริง
รถยุโรปซ่อมแพงโคตรๆ-จริง
รถยุโรปจุกจิกมากกว่า-จริง
รถยุโรปแข็งแรงกว่า-จริง
รถยุโรปน้ำหนักมากกว่า-จริง
รถยุโรปสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่า-จริง
รถยุโรปปลอดภัยกว่าทั้งก่อนชนและหลังชน-จริง
รถยุโรปมีอุปกรณ์มากมายที่ไม่เหมาะกับเมืองร้อน-จริง
รถยุโรปเกรดปานกลาง(โฟล์ค,วอลโว)ดีกว่ารถญี่ปุ่น-ไม่จริง
รถยุโรปทนทานกว่า-ไม่จริง
รถญี่ปุ่นภูมิฐานน้อยกว่า-จริง
ราคา/สมรรถนะคุ้มค่ากว่า-จริง
ซ่อมถูกกว่า/ง่ายกว่า-จริง
รถยุโรปเก่าอาจไม่ดีกว่าญี่ปุ่นใหม่-จริง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นันทศักดิ์
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 29 พ.ค. 12, 11:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่แน่ๆการเปลี่ยนรถทุกๆ 4-5ปีเป็นเรื่องที่ดีครับ ภาระการบำรุงรักษาที่จะกระโดดมากถ้าผ่านช่วงนั้นไป ส่วนเทคโนโลยีไม่ต้องพูดถึงเปลี่ยนเร็วกว่า4-5ปีด้วยซ้ำรวมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย, รูปลักษณ์ และอื่นๆ ถ้าปักธงแบบนี้อยู่ที่เราพร้อมจะรับส่วนต่างมากน้อยในทุกๆรอบที่เปลี่ยนนั้นครับ จะญี่ปุ่นหรือยุโรปคุณจะพบเรื่องที่ชอบใจและไม่ชอบใจไม่ทางใดก็ทางนึงตามมุมมองและวิธีใช้ ผมว่าตรรกะคุณพ่อถูกแล้วน่ะครับเรื่องรอบเวลา

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 7 มิ.ย. 12, 21:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สำหรับผมแค่ปัญญาซื้อ kawasaki ksr สักคันยังไม่มีเลยครับ ลงขวดเหล้าอย่างเดียว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 12 มิ.ย. 12, 10:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากออกความเห็นมากเลยแต่ช้าไปมาก ขอโทษด้วย... เรื่องนี้พิจารณาได้อยู่ 3 ส่วนซึ่งถ้าพิจารณาแต่ละส่วนถ้าคำตอบคือไม่หรือไม่ผ่าน ก็ให้พิจารณาตามนั้นซึ่งแต่ละส่วนสำคัญเท่ากันหมด มี 3ส่วนดังนี้ครับ 1รายได้(ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีอยู่) ถ้าคุณมีรายได้หลังหักภาระค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ ปีละไม่น้อยกว่า 3 ล้านขึ้นไปหรือถ้าเป็นเจ้าของกิจการมียอดขายปีละไม่น้อยกว่า 50 ล้านก็ผ่านครับ 2 ความรู้สึก ถ้าคุณรู้สึกเป็นสุขอย่างมากที่ได้ครอบครองมันมากกว่ารถตลาดธรรมดาก็ผ่านครับ และ 3 คุณภาพ เช็คคุณภาพกับค่าดูแลด้วยครับบางรุ่นราคาแพงมากแต่คุณภาพไม่ได้เรื่องเลยครับ ผมสรุปอีกครั้งตามความคิดของผมว่า คนที่ซื้อรถราคาแพงมากมาใช้คือคนที่รวยที่สุดหรือไม่ก็เป็นคนที่โง่ที่สุด ขึ้นกับประเด็นที่ผมตั้งให้พิจารณาครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
NANA_CM
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 12 มิ.ย. 12, 14:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

]ดิฉันก้อคิดว่าของใหม่มันย่อมดีกว่าแน่นอนค่ะ แล้วที่ว่ารถญี่ปุ่นหล็กไม่แข็งแรง ดิฉันขอเล่าให้ฟังเรื่องนึง รถแฟนดิฉันเป็นแอคคอร์ด อายุน่าจะเกือบ20ปีละ เราเอาไว้ขับในเมือง ไม่กล้าออกนอกจังหวัด กลัวเสียกลางทาง แต่รถคันนิทำให้เราทึ่งได้ เพราะคืนนั้น เกือบตีสอง แฟนดิฉันกินเบียร์กะเพื่อนเสร็จแล้ว ก่อนกลับบ้าน เค้าอยากกินข้าว เลยไปหาของกิน ตรงสี่แยกนั้น ฝั่งที่แฟนดิฉันขับ เป็นไฟเหลืองกำลังจะแดง ส่วนทางขวามือ วีโก้ก้อเหยียบเร่งมาเลย เพราะเป็นไฟเหลืองที่กำลังจะเป็นไฟเขียว ซึ่งแยกนั้นมันมีเสาของสะพานลอยที่ใหญ่มากอยู่ทางขวามือของแฟนด้วย มันเลยบัง ทำให้ทั้งสองชนกัน
รถแอคคอร์ด กระดอนขึ้นแล้วไหลไปติดข้างฟุตบาท หน้ารถวีโก้ยุบไปเยอะ ส่วนแอคคอร์ด กระจกแตก ประตูยุบ และเปิดออกไม่ได้ แฟนดิฉันไม่เป็นไร แต่โดนกระจกบาดมือนิดหน่อย ตอนเอาไปซ่อม แฟนบอกช่างให้หาประตูของแอคคอร์ดมาใส่เท่านั้น นานแค่ไหนก้อรอได้ มันบอกว่า ตอนนิมันรักรถเก่าคันนี้ที่สุด เพราะทำให้มันรอดชีวิตมาได้อย่างเหลือเชื่อ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
boo za
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 30 มิ.ย. 12, 01:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องความปลอดภัย สำคัญสุด คือ ตัวเราครับ ไม่ประมาท ยังไงก็ปลอดภัยครับ!!!

เรื่องรถที่คุณพ่อของคุณบอก ให้คิดง่ายๆนะครับว่า จาก กทม ไปเชียงใหม่ ระหว่าง รถยุโรปกับญี่ปุ่น ถามว่าไปถึงเหมือนกันมั้ย
เรื่องรถใหม่ แอคคอร์ด คันละ ล้าน กว่าๆ ในสเปคเดียวกันกับรถยุโรปก็ สามล้านอัพ ถามว่า 1 คัน ยุโรป ได้สามคันญี่ปุ่น แต่ใช้งานเหมือนกัน 5 ปีผ่านไป รถญี่ปุ่น ราคาตกลงประมาณ 50% เหลือ 7 แสน รถยุโรปล่ะครับ เหลือล้านต้นๆ ในระยะแค่ 5 ปี แล้วคิดต่อ 5 ปี หายไป ล้้านกว่า กับหายไป7 แสนกว่าๆ จะเลือกอะไร แล้วคิดต่อ ถ้าเราซื้อใหม่ ก้ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซื้อเอเชีย ล้านกว่าๆ ได้ออพชั่นครบ หรือจะเอาคันเก่าห้าปีแล้วมาทำใหม่!!! เป็นผม ผมเชียร์คุณพ่อของคุณครับ


แน่นอนเลยคัฟ...

ยุโรป 1 คัน ใช้15 ปี
ปุ๋น 3 คัน ใช้ 15ปี

สรุป ปุ๋น 5ปี 1คัน ยุโรป 1คัน 15 ปี
....
น่าจะสรุปใด้นะคัฟ...
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 12 ก.ค. 12, 20:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รถยนต์ญี่ปุ่นดีกว่ารถยนต์ยุโรปแน่นอนครับ โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยี
เพราะรถญี่ปุ่นมีทั้งแบบ Hybrid , Hybrid plug-in , fuel cell ซึ่งรถยนต์ยุโรปยังไม่มี โดยแต่ละแบบก็จะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป โดยรถยนต์ญี่ปุ่นเน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ
ตั้งแต่รถญี่ปุ่นมีการขายรุ่น Hybrid มากว่า 1.9 ล้านคัน จะสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 9 ล้านตัน
ถ้าพวกคุณยังไม่เชื่อในเทคโนโลยีญี่ปุ่น ก็เข้าไปหาของ Toyota Fun vii ได้เลย ผมรับประกันว่า ณ ตอนนี้ไม่มีรถยุโรปที่ทำได้หรอก
และรถญี่ปุ่นยังมีระบบ fuel cell ซึ่งจะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เเต่จะปล่อย "น้ำ" ออกมาแทน หาข้อมูลได้ที่ Toyota FCV-R
และสุดท้ายผมขอบอกไว้เลยว่า ต่อให้เป็นรถยนต์ที่หรูขนาดไหน แต่ถ้ารถคันนั้นไม่มีระบบที่รักษาสิ่งแวดล้อม ก็ไม่สมควรที่จะเป็นรถยนต์ชั้นดีได้หรอกครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 13 ก.ค. 12, 19:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องอายุการใช้งานผมว่ามันก็ดีพอกันอยู่แล้ว เพราะถ้าซื้อรถญี่ปุ่นแบบไฮบริด ก็มีอายุการใช้งานอย่างน้อย8ปีครับ ส่วนถ้าเป็นรถยุโรป เหล็กมันก็หนา อายุการใช้งานพอกันครับ
ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมอยากให้คนมาขับรถยนต์ Eco car กันมากๆครับ เพราะรถ Eco car จะปล่อยมลพิษน้อยกว่ารถยนต์ธรรมดา
และอีกอย่างรถยนต์ Toyota Prius เจเนอร์เรชั่น 2545 ก็เคยได้รับรางวัล รถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำที่สุด
และในสหราชอาณาจักรก็ได้มีกฎหมายคือ ยกเลิกภาษีเกี่ยวกับรถยนต์ทั้งหมดให้กับผู้ที่ใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ
ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ารถญี่ปุ่นรักษาสิ่งแวดล้อมมากๆ q*062

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 13 ก.ค. 12, 20:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาเหตุที่รถยนต์ญี่ปุ่นเมื่อขับเร็วจะไม่ค่อยดีเพราะว่าถนนที่ญี่ปุ่นเป็นซอยเล็กๆ เเคบๆ เยอะมากๆ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ที่แรงๆครับ
และผมแนะนำว่า ถ้าคุณอยากได้รถที่เร็วของญี่ปุ่นผมแนะนำ Toyota GT-86 , Honda CR-Zและ Nissan Fairlady Z ครับ เนื่องจาก 86 CR-Z Fairlady Z มีราคาที่ค่อนข้างจะถูก(สำหรับคนมีเงิน)ครับ แถมรูปร่างก็สวยใช้ได้เลยครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คนคิดเอง
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 17 ก.ค. 12, 18:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*039ผมเลือกรถยุโร) ถึงผมจะใช้รถมือ2ผมก็เลือกยุโรป ตอนนี้มองฟอร์โฟกัสใหม่ ซึ่งราคาเท่ากับรถญี่ปุ่นขนาดเดียวกัน ราคาเท่ากัน ผมเลือกโฟกัสดีกว่า และอีกอย่าผมไม่ใช่เซลล์แมนขายรถนะครับ แต่ผมเป็นผู้ใช้รถ และเป็นผู้กำหนดในชะตาชีวิตและความปลอดภัยของผมเอง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เชื่อในสิ่งที่ทำ
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 17 ก.ค. 12, 18:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*039ผมเลือกรถยุโรปครับ ถึงผมจะใช้รถมือสองผมก็เลือกรถยุโรป ตอนนี้กำลังเล็งฟอร์ดโฟกัสใหม่ ซึ่งราคาเท่ากันกับรถญี่ปุ่นในรุ่นใกล้เคียงกัน แต่ผมเลือกโฟกัส (ผมไม่ใช่เซลล์แมนนะครับผมเป็นผู้บริโภคที่มีทางเลือก) หลายด้านที่ผมเลือก ทำไมต้องเหมือนคนอื่นทุกเรื่อง จะให้ใครมากำหนดชะตาชีวิตและความปลอดภัยเราทำไมครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เรื่อยๆ
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 17 ก.ค. 12, 23:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมใช้ทั้งรถญี่ปุ่นและก้อยุโรป แต่ชอบรถยุโรปมากกว่าคับ เรื่องอะไหล่ ผมว่าปัญหามานยังไม่เกิดไม่เห็นต้องกังวลเลยคับ เรื่องขายต่อตอน 5 ปี ในเวลา 5 ปี รถญี่ปุ่นเปลี่ยนรุ่นไหม่กว่าไปไม่รุกี่รุ่น ราคาก้อตกเหมือนกาน ถ้าจะใช้รถญี่ปุ่น ผมว่าใช้รถนำเข้าจากญี่ปุ่นดีกว่าคับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Tanin
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 18 ก.ค. 12, 04:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าเลือกกันจริงๆรถยุโรปคงได้ภาพลักษณ์แต่ก็คงต้องแลกมาบนค่าใช้จ่ายที่ตามมาทั้งค่าน้ำมันค่าดูแลรักษา ซึ่งแพงมาก แต่ถ้าซื้อรถญี่ปุ่นก็ดูแลง่ายประหยัดตังแต่ภาพลักษณ์ก็สู้รถยุโรปไม่ได้ เรื่องเครื่องยนต์กับการเกาะถนนเดี่ยวนี้เริ่มใกล้เคียงกันมากขึ้นครับ ผมเคยนั่งคิดปัญหานี้ซึ่งก็เคยเป็นปัญหานึงของผม ทุกวันนี้ผมเลยจบที่ Lexus ครับตอบโจทย์เลยครับภาพลักษณ์ก็ดีคุณภาพก็ได้ เครื่องยนต์แทบไม่ต้องดูแล การเกาะถนนผมว่าไม่แพ้รถยุโรปส่วนตัวผมว่าดีกว่ารถยุโรปอีกจะแพ้ก็แค่ BMW เท่านั้นค่าดูแลรักษา สบายๆเลยครับ คุณภาพการประกอบผมว่าชนะรถยุโรปเลยครับ แต่ก็มีข้อเสียนะครับ ตอนนี้ราคาเทียบต่อรุ่นกลายเป็นแพงกว่ารถยุโรปผซะแล้ว เลยกลายเป็นโจทย์ใหม่ไป

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
arty
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 18 ก.ค. 12, 18:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*078 ยุโรปค่ะ อายุเราก็ 27 ช่วงมหาลัย ใช้ ญี่ปุ่น (โตโยต้าอัลติสกะฮอนด้าซิวิค) มีเหตุการณ์ ชนบ้าง เจอแอ่งน้ำบ้าง เจอฝนตกหนัก ขับรถเป็น ตั้งแต่ 10 ขวบ พอทำงานเปลี่ยนมาใช้ ยุโรป ช่วงเวลาที่ผ่านมา เกือบ 17 ปีที่ขับรถญี่ปุ่น ตอนนี้ บอกได้ คำเดียว ฉันบายรถญี่ปุ่น แล้ว ซื้อ ขอมาตรยุโรปเท่านั้น เรื่องราคาตก ไม่สน ขอความปลอดภัยในการขับรถพอ คนที่ใช้ รถยุโรป หาน้อยคนที่จะกลับไปใช้ญี่ปุ่น q*095

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
arty
เรทกระทู้
« ตอบ #73 เมื่อ: 18 ก.ค. 12, 18:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062 เลคซัส ตอบโจทย์ได้ดี มีข้อร้องเรียน น้อยมาก จากคนใช้ ทั้วโลก q*062

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มีเหตุผล
เรทกระทู้
« ตอบ #74 เมื่อ: 19 ก.ค. 12, 15:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รถญี่ปุ่นก็ทำให้คนญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นคนขับรถส่วนมากมีวินัย ถนนบ้านเค้าเรียบวิ่งสบาย ตามซอยก็จะเล็กแคบ สมรรถนะของรถไม่จำเป็นต้องพูดถึง คนญี่ปุนใช้รถไม่นานก็เปลี่ยน เพราะรถเค้าราคาถูก จึงไม่ต้องคิดถึงอายุการใช้งาน
รถค่ายยุโรป แต่และค่ายบ้านเมืองถนนส่วนมากเป็น long road จึงต้องผลิตรถที่มีสรรถนะดีคงทนแข็งแรง ราคาจึงสูงอายุการใช้งานต้องคุ้มค่า ไม่ทำ body Chang บ่อย
ส่วนตัวแล้วรถญี่ปุ่น 5 ปี = รถยุโรป 10 ปี เปลี่ยน สรุปถูกทั้งคุณพ่อคุณลูกค่ะ

เห็นด้วยกับความเห็นที่ 42 ครับ ตอบได้ดีที่สุดเลยครับ ตอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ เยี่ยมครับ ให้มุมมองที่ดีมากๆ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
โดม
เรทกระทู้
« ตอบ #75 เมื่อ: 25 ก.ค. 12, 00:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พ่อคุณคิดถูก ครับ แต่ถ้ามองญี่ปุ่นผมว่าเขาสามารถทำได้นะเหมือนยุโรปแต่จะขายให้ใครถ่าต้องแพงเกินไปแล้วขายไม่ได้ สู้ราคากับคุณภาพเหมาะสมกันดีกว่า เพราะไม่รถคันไหนใหม่ตลอดเวลา ได้ถึง 10 ปี แต่จะให้ดีต้องซื้มาใช้งานเปรียบเทียบกันดู ครับ จะรู้ดีมาก ด้วยตัวเอง ครับ q*039

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ARMS
เรทกระทู้
« ตอบ #76 เมื่อ: 1 ส.ค. 12, 20:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมคิดอย่างนี้ครับ................. ตัวอย่างนี้ผู้ชายน่าจะเข้าใจดี
- มีดโกนยินเลทท์ march3 ใบมีแฝด 3 ใบ ด้ามสวยกิ้ง... คมกริบ ราคาแพงเอาการ โกนวันเว้นวัน ใช้ไป 3 เดือน

เปรียบเทียบกับ

-มีดโกน ด้ามพลาสติก ธรรมดา ๆ ของ Big, หรือ ยินเลทท์ถูกๆ โกนวันเว้นวันเปลี่่ยนด้ามใหม่ 1 ถึง 2 อาทิตย์ครั้ง

ผมเลือกข้อ ๒ ถูกกว่าประหยัดกว่าคุณภาพไม่ตก
คุณหล่ะเลือกข้อไหน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เอ้เห้อ
เรทกระทู้
« ตอบ #77 เมื่อ: 15 ส.ค. 12, 19:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รถอะไรก้ได้ขอให้มีขับ..มีตังเยอะก้ซื้อรถดีดี..มีตังน้อยก็เอาแค่..ไม่ต้องเปียกฝนเวลาเดินทางไปทำงาน..จะอยู่จะตายก้เป้นเรื่องของกฎแห่งกรรม...ทำกรรมมาเยอะก็อยู่นานหน่อย..ทำกรรมมาน้อยก้ตายเร็ว...เอาแค่..ขับรถถูกกฎ มีวินัย...ไม่เห็นแก่ตัวและไม่ประมาท...ก็โอเคแล้ว.... q*062

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นพชัย
เรทกระทู้
« ตอบ #78 เมื่อ: 20 ส.ค. 12, 22:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่บ้านมีทั้ง Audi A4 Volvo 740 Benz 280E Saab9000cd
Pergeot 306 ทุกคันซื้อสภาพ 80-90% ในราคา10%ของใหม่ก็ไม่เห็นจุกจิกอะไรถ้าดูแลเค้าดีๆ งานอดิเรกชอบแซงรถญี่ปุ่นใหม่ๆนิ่มๆตอน1xx km/hr

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
NonniiezZ
เรทกระทู้
« ตอบ #79 เมื่อ: 31 ส.ค. 12, 05:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่ว่า
รถใหม่มันดีกว่ารถเก่าอยู่แล้วล่ะครับ
ยกว้นพวกที่มีความคิดแบบเด็กๆวัยรุ่นซิ่งรถล่ะครับ ซื้อของเก่ามาทำ

"ความคิดแบบเด็กวัยรุ่นซิ่งรถ" คุณคับ หากพูดถึงความคุ้มค่านะ จะให้ซื้อรถใหม่ๆ แล้วมาแต่ง มันก็เสียดายของ เสียดายเงินป่าวๆ หากคุณไม่ได้ชอบแนวนี้ ก็อยู่ส่วนของคุณเถอะครับ ที่ซื้อรถเก่ามาแต่ง คือมันไม่ต้องกลัวว่าจะเสีย จะแต่งพลาดอะไรมาก เพราะมันถูกกว่า
ที่คุณพูดแบบนี้ เพราะคุณอาจมีเงิน แต่คุณลองคิดว่า ถ้าคุณมีเงินน้อย แต่คุณอยากขับรถดีๆ แรงๆ หละ คับ
ตัวอย่างเช่นถ้า ซื้อ
series3 ปี92 มา2xx,xxx กับ ซื้อพวก vios มา6xx,xxx คุณว่าอันไหนจะคุ้มกว่าหละ เอา viosมาแต่ง ถึงจะแต่งยังไง มันก็สู้ series3 92Yr ไม่ได้นะคุณ
คุณอาจเป็นพวกนิยม รถใหม่ ก็เรื่องของคุณ อย่างผม เงินน้อย จะให้ไปซื้อรถใหม่ถูกๆ แต่ สมรรถนะ ห่วยๆ กับ ซื้อรถ เก่า แต่อุ่นใจกว่า ผมซื้อรถเก่านะ อย่างว่าแหละ คนเราเงินมันไม่เท่ากัน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แวะมาเที่ยวเฉยๆ
เรทกระทู้
« ตอบ #80 เมื่อ: 3 ก.ย. 12, 16:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มี 2 คันครับ ยุโรปเอาไว้ซ่า ญี่ปุ่นเอาไว้ เซฟ เวลาเป๋าบาง 55

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อมตะ
เรทกระทู้
« ตอบ #81 เมื่อ: 8 ก.ย. 12, 17:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าเราตีค่าตัวเราสูงก็ใช้รถยุโรปเถอะโดยเฉพาะรถขับหลังอย่างเบนซ์หรือบีเอ็ม ถ้าขับธรรมดาก็ถึงเหมือนกันแต่ใครจะไปคิดในบางครั้งมันไม่ธรรมดาทั้งทัสนวิสัยหรือเหตุฉุกเฉินวิศวกรรมยานยนต์ที่ต่างกันมากมันช่วยเราได้มากที่เดียว q*033q*033q*033

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Benz240
เรทกระทู้
« ตอบ #82 เมื่อ: 26 ก.ย. 12, 08:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้ามีเงินพอก็ Benz เลยครับ
ผมใช้มา 11 ปี C240 w202
รถ 11 ปี แต่ยังมีเทคโนโลยีที่รถเก่งค่ายอื่นๆในปัจจุบันยังไม่มีเลยก็มีครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
JBR 1992
เรทกระทู้
« ตอบ #83 เมื่อ: 28 ก.ย. 12, 13:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดูที่ความชอบ + ปัจจัยที่มี ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด
นี่แหละมนุษย์
ของทุกอย่าง มีดี มีเสีย ไม่มีอะไรดีที่สุด ไม่มีอะไร เลวที่สุด
เช่น ประเทศอินเดีย มีคนจน แบบจน สุด ๆ
มีคนรวย ก็รวยสุด ๆ
แหล่งที่เกิดศาสนาพุทธ และเป็นแหล่งที่ปัจจุบัน แทบไม่เหลือศาสนาพุทธ ในอินเดีย
ผมก็เหมือนหลายท่าน ใช้ทั้งรถญี่ปุ่น และรถยุโรป
แต่ละกิจกรรม แต่ละวัน ไม่เหมือนกัน รู้จักเลือกใช้ รู้จักใช้ชีวิต ให้เหมาะสม ตามแต่ภาระกิจในแต่ละวัน
คิดให้ดี ชีวิตมนุษย์เฉลี่ย มีอายุที่ 60 ปี หรือ 21,900 วัน
กว่าจะขับรถได้ มีใบอนุญาตขับขี่ ก็ปาเข้าไปอายุเฉลี่ย 17 - 20ปี มีเวลาขับรถ ใช้งานอีก 40 ปี หรือ 14,600 วัน หากมีทรัพย์มาก ซื้อรถราคาแพง ๆมาขับ เช่นราคารถยุโรปราคา 3 ล้านบาท และใช้รถทุกวัน ก็จะตกวันละ 205 บาทต่อวัน จนถึงอายุ 60ปี
หรือหากใช้รถญี่ปุนราคา 1.5 ล้านบาท ต้นทุนรายวันก็เหลือแค่ 102.50 บาท ครึ่งนึงของรถยุโรป
แต่ละคนมีต้นทุนชีวิตแตกต่างกัน เลือกเกิดไม่ได้ บางคนเกิดมาจน บางคนเกิดมารวย "บุญทำ กรรมแต่ง"
และความเป็นจริงของชีวิต ก็คงไม่มีใครใช้รถยาวนานขนาดแต่ละคันถึง 40 ปี และใช้ทุกวัน
จะทำอะไรก็ทำเถิดครับ ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก
"คนเราอยู่ที่ความพอใจ" อันนี้ เป็นสิ่งแน่นอน
ทำอะไรที่ไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนอื่น โดยสังคมรอบข้างมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอ.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ผ่านมา
เรทกระทู้
« ตอบ #84 เมื่อ: 14 ม.ค. 13, 21:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าไปให้ถึงที่ รถญี่ปุ่นก็โอเคนะ Accord Camry นั่งสบาย กว้างขวาง เทียบราคา ก็คุ้มกว่ารถยุโรป ประหยัดเงิน ประหยัดค่้าอะไหล่ ค่าซ่อมแพง ค่าเสียเวลาเอาไปซ่อม ค่าขายต่ออะไรงี้

ถ้าบวกสถานะทางสังคม 10 ปีก่อนคุณซื้อ Benz วันนี้คุณขับ Benz ไปรับลูกค้า ขับ Benz ปี 2002 ก็คงดูดีกว่าขับ Accord ปีั 2007 ครับ

อีกอย่าง มันเป็นรางวัลของชีวิตครับ ผมกับเพื่อนๆ ทำงานกันมา 20 ปี วันนี้อายุ 40 กว่าๆ ก็ถอย Benz ถอย BMW กัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าขาดทุนแน่ในอนาคต แต่เราอยากให้รางวัลตัวเองสักครั้งในชีวิต เหตุผลอันนี้มันเป็นเหตุผลทางอารมณ์ซะมากกว่าครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ประทืป
เรทกระทู้
« ตอบ #85 เมื่อ: 4 ธ.ค. 13, 21:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นด้วยกับคุณพ่อ9

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2  ทั้งหมด

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม