หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ปอดเเหก  (อ่าน 170 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 21 พ.ค. 11, 12:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ปอดแหก

1

ในตำนาน สามก๊ก บทการรบระหว่างทัพฝ่ายเล่าปี่กับโจโฉที่เมืองอ้วนเซียซึ่งโจหยินรักษาอยู่
กวนอูพลาดพลั้งต้องเกาทัณฑ์อาบยาพิษที่หัวไหล่ซ้าย จำต้องถอยทัพ ลูกน้องจึงเชิญหมอฮัวโต๋มารักษากวนอู

หนอนนิยายจีนกำลังภายในย่อมคุ้นกับชื่อหมอเทวดาผู้นี้ดี หมอฮัวโต๋เป็นซูเปอร์หมอ เก่งที่สุดในเมืองจีน
หมอผู้นี้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์

หมอฮัวโต๋บอกกวนอูว่า วิธีรักษามีทางเดียวคือต้องเฉือนเนื้อร้ายที่ต้องพิษออกมา แต่การผ่าแบบนี้เจ็บปวดมาก

น่าจะเจ็บแน่ๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีบริการยาชาหรือยาสลบแบบปัจจุบัน

กวนอูตอบตกลงอย่างง่ายๆ ฮัวโต๋จึงเสนอความคิดให้รัดร่างของกวนอูแน่นกับเสา จะได้ไม่ดิ้นเวลาผ่าตัด

กวนอูหัวเราะว่า มิต้องวุ่นวายเช่นนั้น ว่าแล้วก็กวักมือเรียกนายทหารคนหนึ่งมาตั้งโต๊ะเล่นหมากรุกกัน
โขกหมากแล้วก็ยกจอกเหล้าดื่มอย่างสบายอารมณ์ พลางเอียงไหล่ให้หมอฮัวโต๋ทำการเฉือนเนื้อออกไป
ใส่ยาแล้วใช้เข็มเย็บแผลเข้าด้วยกัน โดยที่กวนอูไม่ร้องเลยสักแอะ

ฮัวโต๋กล่าวว่า เรารักษาคนป่วยมาก็มาก ไม่เคยพบใครที่กล้าหาญเหมือนท่านกวนอูเลย

ในจำนวนมนุษย์หลายพันล้านคนในโลก ยากนักจะพบคนแบบกวนอูสักคน

กรณีของกวนอูเป็นตำนานเสริมแต่งเกินจริงหรือไม่เราไม่รู้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเรามีคนที่ไม่เคยกลัวอะไรจริงๆ

2

อเลน รอเบิร์ต (Alain Robert) ชาวฝรั่งเศส มีงานอดิเรกที่น่าขนหัวลุกที่สุดคนหนึ่งในโลก เขาชอบปีนตึกสูง
อเลนปีนตึกระฟ้าในโลกมาแล้วร่วมร้อยตึกด้วยสองมือเปล่า ไม่มีร่มชูชีพ ล้วนเป็นอาคารที่สูงติดอันดับโลก
เช่น ตึกฉางเจียงเซ็นเตอร์ ฮ่องกง (62 ชั้น), ตึกจินเม่า เซี่ยงไฮ้ (88 ชั้น), พีโทรนาส ทาวเออร์ กัวลาลัมเปอร์ (88 ชั้น),
เซียร์ส ทาวเออร์ ชิคาโก (110 ชั้น)

การตกตึกสูงขนาดนี้ไม่ต้องเสียเวลาเข้าโรงพยาบาล เพราะต่อให้หมอฮัวโต๋ก็รักษาไม่ได้

อเลนเริ่มปีนตึกมาตั้งแต่อายุสิบสองขวบ เมื่อครั้งหนึ่งเขาลืมกุญแจในห้องพัก จึงตัดสินใจปีนอพาร์ตเมนต์สูงแปดชั้นเข้าไปเอากุญแจ
หลังจากนั้นก็ตะกายตึกมาจนได้รับฉายา สไปเดอร์-แมน

เขาปีนโดยใช้มือและเท้าเสียบตามช่องของตึก ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักสักหน่อย แล้วปีนต่อจนถึงยอด
บ่อยครั้งมีตำรวจรอจับกุมอยู่

ประวัติศาสตร์โลกจารึกเรื่องทหารกล้าที่ไม่กลัวตาย นักโทษประหารชีวิตหลายคนยืนหยัดยิ้มรับความตาย นักปีนเขา
นักดิ่งพสุธาซึ่งกระโจนออกจากเครื่องบิน แหวกว่ายอากาศเล่นนานกว่าจะกางร่มชูชีพ

ทำไมคนเหล่านี้ไม่กลัวตาย ขณะที่คนบางคนยืนบนดาดฟ้าตึกแถวสามชั้นก็ใจสั่นจะเป็นลม บางคนปอดแหกจนไม่ทำอะไรเลย?

3

ช่วงปลายปี ค.ศ. 2002 มีรายงานการแพทย์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ สถาบันการแพทย์ โฮเวิร์ด ฮิวส์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
นิวยอร์ก พวกเขาพบ ยีนที่สร้างโปรตีนที่ทำให้สมองส่วนหนึ่งเรียนรู้ความกลัว โดยศึกษาจากหนูสองกลุ่ม
นี่คือการค้นพบต้นเหตุของความกลัวที่ฝังในพันธุกรรม เรียกว่า Fear gene

ยีนปอดแหกที่มีชื่อเรียกว่า Stathmin เชื่อมโยงกับพื้นที่ในสมองที่เรียกว่า Amygdala มันควบคุมความกลัวในรูปแบบต่างๆ
ความกลัวของคนเราทั้งแบบรุนแรงและความกลัวแบบชั่ววูบล้วนเกิดขึ้นที่สมองส่วนนี้

นักวิทยาศาสตร์ทางสมองยังพบความจริงอย่างหนึ่งว่า คนไข้ที่ได้รับการกระทบกระเทือนในสมองที่ Amygdala นี้
จะกลายเป็นคนที่ไม่กลัวอะไรเลย

โจรเอาปืนมาจี้ก็รู้สึกเฉยๆ

การศึกษาในช่วงหลายปีถัดมายืนยันการพบยีนตัวนี้ หนูที่ไม่มียีน Stathmin ไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบสถานการณ์อันตรายซึ่งหนูอื่นๆ
กลัว

ความกลัวสามารถลบออกได้โดยการแก้ยีนหรือไม่ เรายังไม่รู้ แต่ในช่วงที่วิทยาการด้านนี้เพิ่งเริ่มต้น
เราไม่มีทางเลือกนอกจากจะจัดการกับความกลัวโดยไม่ต้องพึ่งหมอผ่าตัด

4

ในชีวิตอาจมีสถานการณ์บางอย่างที่แย่กว่าการดิ่งพสุธาหรือนั่งรอเวลารับโทษประหาร
สถานการณ์ชีวิตบางช่วงของบางคนแย่เสียจนอยู่มิสู้ตาย การเสียคนรัก การสูญสิ้นทุกอย่างในชีวิต ความผิดหวัง ฯลฯ
แต่คุณไม่คนเดียวในโลกที่กลัว ทุกคนกลัวทั้งนั้น อาการปอดแหกเป็นสัญชาตญาณปกติของมนุษย์ กลัวตาย กลัวเป็นโรคร้าย
กลัวความล้มเหลว กลัวความสูง กลัวที่แคบ กลัวเรื่องสารพัด กลัวตกงาน กลัวความไม่มั่นคง ฯลฯ แตกต่างที่มากหรือน้อย
คุมได้หรือไม่ได้เท่านั้น

บางทีความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การไต่ตึกสูงมือเปล่าแต่คือการกล้ายอมรับความทุกข์ที่ประดังเข้ามาในชีวิต
แล้วเดินหน้าต่อไป

ความกลัวก็เช่นไวรัส ไม่หายไปไหน ทางเดียวที่เราทำได้คืออยู่ร่วมกับมันอย่างสันติ ด้วยสติเท่านั้น

ใช่ คนบางคนกลัวง่ายกว่าคนอื่น บางคนขี้ขลาดมาแต่กำเนิด แต่สิ่งเหล่านี้พอช่วยได้จากการฝึกฝนและเข้าใจ
เรากำหนดยีนไม่ได้ แต่เราอาจหันทิศชีวิตที่เหลือของเราให้ไม่จมในเงามืดของความกลัวได้ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง

ทางพุทธสอนเรื่องการตามจิต ตามมันทัน โอกาสที่ความกลัวจะเล่นงานเราก็ลดลง

ทางกายภาพคือรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรงเสมอ ร่างกายอ่อนแอทำให้จิตใจอ่อนแอ กายภาพที่ดีช่วยทำให้ลดความกลัวลงได้

ทางใจคือเติมน้ำดีเข้าไปในหัวใจเสมอ ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน ฯลฯ

หรืออาจถือคติว่า “อย่างมากก็แค่ตายโว้ย!”

ความไม่กลัวอาจถูกกำหนดโดยยีน แต่กำลังใจเราต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเราเอง

วินทร์ เลียววาริณ
4 ธันวาคม 2553

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม