หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: พาสปอร์ตที่มีอิทธิพลมากและน้อยที่สุดในปี 2565  (อ่าน 32 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 12 ม.ค. 22, 08:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ผลการศึกษาล่าสุดจากการจัดอันดับ Henley Passport Index แสดงให้เห็นสถิติใหม่ในแง่ระดับความเป็นอิสระในการเดินทางสำหรับประเทศที่ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับนี้อย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำในการเดินทางที่มากที่สุดนับตั้งแต่ที่ได้เริ่มจัดอันดับเมื่อ 17 ปีก่อนเช่นกัน ซึ่งหากไม่นำข้อจำกัดชั่วคราวอันเป็นผลจากการระบาดของโรคโควิด-19 มาพิจารณาแล้ว ผู้ถือพาสปอร์ตของญี่ปุ่นและสิงคโปร์เดินทางแบบไม่ต้องใช้วีซ่าได้ 192 แห่ง มากกว่าท้ายตารางอย่างอัฟกานิสถานถึง 166 แห่ง

ความเหลื่อมล้ำในการเดินทางทั่วโลกระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนปรากฏให้เห็นเด่นชัดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมื่อหลาย ๆ ประเทศได้ใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน โดยจำกัดการเดินทางพุ่งเป้าไปที่ประเทศแถบแอฟริกา ซึ่งนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (U.N.) เปรียบให้เหมือนกับการ "แบ่งแยกสีผิวในการเดินทาง" แม้ระดับความเป็นอิสระในการเดินทางในภาพรวมนั้นเพิ่มขึ้นมากตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ ข้อมูลที่เก็บมาเป็นเวลานานจาก Henley Passport Index ซึ่งจัดอันดับหนังสือเดินทางทั่วโลกตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือหนังสือเดินทางนั้นเดินทางไปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่ามาก่อน และอิงข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association หรือ IATA) พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนคนหนึ่งเดินทางแบบไม่ต้องใช้วีซ่าได้ 57 แห่งในปี 2549 แต่ปัจจุบัน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 107 แล้ว ทว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้บดบังความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างประเทศแถบโลกเหนือกับประเทศแถบโลกใต้ โดยประเทศแถบโลกเหนืออย่างสวีเดนและสหรัฐเดินทางแบบไม่ต้องใช้วีซ่าได้กว่า 180 แห่ง ขณะที่ผู้ถือหนังสือเดินทางจากแองโกลา แคเมอรูน และลาว เดินทางได้ราว 50 แห่งเท่านั้น

โควิด-19 ทำให้ความไม่เสมอภาคในการเดินทางทั่วโลกรุนแรงขึ้น

เยอรมนีและเกาหลีใต้ครองอันดับสองร่วมในการจัดอันดับครั้งล่าสุดนี้ โดยเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้ 190 แห่ง ส่วนฟินแลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก และสเปน ครองอันดับสามร่วม โดยเดินทางได้ 189 แห่ง ขณะที่หนังสือเดินทางสหรัฐและสหราชอาณาจักรมีอันดับดีขึ้นมาบ้างหลังร่วงลงแตะอันดับ 8 ในปี 2563 ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดสำหรับทั้งสองประเทศนี้ตลอด 17 ปีของการจัดอันดับ โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 ทั้งคู่ และเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่า (visa-free) หรือขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa-on-arrival) ได้ 186 แห่ง

Dr. Christian H. Kaelin ประธาน Henley & Partners และผู้กำเนิดแนวคิดในการทำดัชนีหนังสือเดินทางนี้ เปิดเผยว่า การเปิดกว้างช่องทางในการย้ายถิ่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการฟื้นตัวหลังโรคระบาด โดยกล่าวว่า "หนังสือเดินทางและวีซ่าเป็นเครื่องมือสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่กระทบต่อความไม่เสมอภาคทางสังคมทั่วโลก เพราะเป็นตัวกำหนดโอกาสในการเดินทางทั่วโลก แผ่นดินที่เราเกิดและเอกสารที่เราต้องถือไม่ได้เป็นสิ่งที่มีผู้ตัดสินไปน้อยกว่าสีผิวของเรา ชาติร่ำรวยจำเป็นต้องส่งเสริมการย้ายถิ่นเข้า เพื่อช่วยจัดสรรและสร้างสมดุลระหว่างทรัพยากรมนุษย์และวัตถุทั่วโลก"

Prof. Mehari Taddele Maru จากศูนย์นโยบายการอพยพ ได้ให้ความคิดเห็นในรายงาน Henley Global Mobility Report 2022 Q1 ซึ่งเผยแพร่พร้อมกับผลการจัดอันดับ Henley Passport Index ครั้งล่าสุดนี้ว่า "ข้อจำกัดอันแสนแพงในการควบคุมการเดินทางทั่วโลกนั้นแสดงให้เห็นความไม่เสมอภาคและการแบ่งแยก โควิด-19 และผลกระทบในเรื่องความไม่มั่นคงและความไม่เสมอภาค ได้ชูให้เห็นความแตกต่างอันน่าตกใจและย่ำแย่ลงอีกในด้านการเดินทางระหว่างประเทศ เมื่อเทียบระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน"

ปี 2565 ส่งสัญญาณไม่แน่นอนยิ่งขึ้นไปอีก

Misha Glenny นักข่าวระดับรางวัลและรองศาสตราจารย์ประจำสถาบัน Harriman Institute สังกัดมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวเกี่ยวกับผลกระทบที่โควิด-19 มีต่อแนวโน้มในการอพยพและการเดินทางในแง่ภูมิศาสตร์การเมืองว่า "การมีอยู่ของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนชี้ให้เห็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ในแง่ภูมิศาสตร์การเมือง หากสหรัฐ อังกฤษ และสหภาพยุโรป ยอมแบ่งเงินและวัคซีนให้แอฟริกาตอนใต้มากกว่านี้ โอกาสที่จะเกิดการกลายพันธุ์ก็จะน้อยกว่านี้มาก และหากเราไม่แจกจ่ายวัคซีนให้เสมอภาคมากกว่านี้ ไวรัสก็จะกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ จนทำให้เราทุกคนถอยหลังสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง"

Dr. Andreas Brauchlin ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและอายุรศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก และสมาชิก SIP Medical Family Office Advisory Board ในสวิตเซอร์แลนด์ ได้แสดงความคิดเห็นสมทบในรายงานฉบับนี้ว่า "สุขภาพและสถานะการได้รับวัคซีนของบุคคลหนึ่งมีอิทธิพลต่อการเดินทางพอ ๆ กับอิทธิพลในการเข้าประเทศแบบไม่ใช้วีซ่าของหนังสือเดินทางที่ถืออยู่ การอยู่ 'ผิด' ประเทศอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเข้าถึงบริการทางธุรกิจ สุขภาพ และการแพทย์ และทำให้บางคนเดินทางไม่ได้"

อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่ https://www.henleyglobal.com/newsroom/press-releases/2022-henley-passport-index และอ่านรายงาน Henley Global Mobility Report 2022 Q1 ได้ที่ https://www.henleyglobal.com/publications/global-mobility-report/2022-q1

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม